|
มัสยิดกรือเซะ
และพระราชวังไพลิน |
นักเดินทางชาวฮอลลันดาได้วาดภาพมัสยิดกรือเซะ ในปี 1601 อาคารที่อยู่หน้ามัสยิดคือพระราชวังไพลิน อันเป็ฺนที่ประทับของพระมหาราชินีฮิเญา ในปัจจุบัน ไม่มีหอคอยและโดมหลงเหลืออยู่
มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบันดัร (แปลว่าท่าเรือในภาษาเปอร์เซีย) หรือรู้จักกันในนามบ้านบานา อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 7 กม. ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งของพระมหาราชวังไพลิน (อิสตานานีลัม) อันเป็นที่พระที่นั่งของเหล่าพระมหากษัตริย์ และพระมหาราชินีปาตานี (นางพญาตานี) ทั้ง 4 พระองค์
พระมหาราชินีฮิเญาทรงขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ.1584 และทรงประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอิสตานานีลัม
JACOB VAN NECK ได้คุมเรือ 2 ลำ ชื่อ AMSTERDAM และ GOUDA มาถึงปาตานีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.1601 ถึงแม้ว่าฮอลันดาจะถูกกีดขวางจากพ่อค้าชาติอื่นๆที่อยู่ในปาตานีมาก่อน เช่น โปรตุเกส ญี่ปุ่น และจีน แต่ VAN NECK ก็ได้รับอนุญาติจากพระมหาราชินีฮิเญา ให้ตั้งสถานีการค้าที่พระนครปาตานีได้ โดยให้ DANIEL VAN DER LECK รับหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีการค้าที่ปาตานี และให้ PIETER WALICKSZ เป็นผู้ช่วย ปาตานีจึงเป็นสาขาที่ทำการติดต่อค้าขายกับสำนักงานใหญ่ ของบริษัท THE NETHERLAND UNITED EAST INDIA Co. หรือ V.O.C.
ในชวา ชาวเยอรมันผู้หนึ่งชื่อ MANDEL SLOHE มาถึงปาตานีในสมัยนั้นได้บันทึกไว้ว่า "เมื่องปาตานีเป็นเมืองที่บริบูรณ์ ชาวปาตานี สามารถรับประทานผลไม้หลายชนิดในทุก ๆ เดือน ไก่ที่นี่ออกไข่วันละ 2 ครั้ง มีข้าวมาก มีเนื้อหลายชนิด เช่น เนื้อวัว แพะ ห่าน เป็ด ไก่ ไก่ตอน นกยูง เนื้อกวางแห้ง กระจง นกต่าง ๆ และผลไม้เป็นร้อย ๆ ชนิด" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปาตานีในสมัยนั้นมีความเจริญมากน้อยเพียงใด และความ เจริญทางด้านการค้านี้เอง ที่เป็นที่หมายปองของสยาม
ในปี ค.ศ.1603 (พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร) กองทัพสยามจากอยุธยาได้มุ่งสู่ปตานี แต่ชาวปาตานีได้ต้านทาน เอาไว้ได้ ชาวต่างชาติที่อยู่ในปาตานีขณะนั้น ได้ช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ชาวปาตานีเป็นอย่างดี โดยสอนวิธีการสร้างปืนใหญ่ ทำให้กองทัพสยามเสียหายเป็นอันมาก และต้องถอย กลับไปอยุธยาอย่างสิ้นหวัง ต่อมาภายหลังสยามได้ส่งคนมาซื้อปืนใหญ่ที่ปาตานี แม้แต่ญี่ปุ่นที่สั่งซื้อปืนจากสยามในขณะนั้น ก็ปรากฏว่า เป็นปืนที่สยาม ซื้อจากปาตานีเช่นเดียวกัน ตามประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นระบุว่า ในปีค.ศ.1606(พ.ศ.2149) โชกุน อิเอยะสึ
ได้มีพระราชสาส์นถวาย พระเจ้ากรุงสยามเพื่อขอความช่วยเหลือให้ซื้อปืน ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็ได้ติดต่อค้าขายกับปาตานีมาแล้ว คือ ขณะที่ PINTO มาถึงปาตานีในปี ค.ศ. 1538 (พ.ศ.2081) นั้น มีชาวญี่ปุ่นอยู่ในปาตานีแล้ว แต่ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นในขณะนั้นคงไม่ได้เอาใจใส่มากนัก เพิ่งจะได้มีการติดต่อเป็นทางการ ในสมัยพระมหาราชินีฮิเญานี่เอง ในจดหมายเหตุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในกองบรรณาสาร กระทรวงการทหารเรือของญี่ปุ่น ได้ระบุว่า ในปี ค.ศ.1592 (พ.ศ.2135) มีเรือลำหนึ่งนำสาส์นและเครื่องบรรณาการจากโชกุนมาถวายพระมหาราชินีปาตานี และขออนุญาตเปิดสถานีการค้าที่ปาตานี หลังจากนั้นอีก 7 ปี (ค.ศ.1599, พ.ศ.2142)
พระมหาราชินีปาตานีได้ทรงส่งราชฑูตไปญี่ปุ่น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไมตนรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พระมหาราชินีฮิเญาส่งฑูตไปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) หลังจากนั้น เรือสินค้าก็กางใบแล่นไปมาระหว่างเมืองทั้งสองอยู่เสมอ ในปี ค.ศ.1605 (พ.ศ.2148) เรือสเปญได้มาถึงปาตานี แต่อยู่ได้ไม่นาน สเปญก็ย้ายศูนย์การค้าไปตั้งที่ฟิลิปปินส์ ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) ความเกลียดชังของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อฮอลันดาก็ได้ระเบิดขึ้น ญี่ปุ่นได้ทำลายสินค้าของชาวฮอลันดา และเผาโรงเก็บสินค้า แต่ฮอลันดาก็ยังคงทนอยู่ต่อไป
ค.ศ.1611 (พ.ศ.2154) อังกฤษได้มาถึง และตั้งบริษัท อินเดียตะวันออก
ที่ปาตานี วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1611 เรือ THE GLOBE ออกจากท่าเรือลอนดอนภายใต้การนำของกัปตัน ANTHONY HIPPON ได้ขนสินค้ามามากมาย เรือ THE GLOBE มาถึงปาตานีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1611 หนึ่งเดือนหลังจากนั้นอังกฤษก็สามารถสร้างโรงพักสินค้าได้ พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มากับเรือ THE GLOBE ชื่อ PETER FLORIS ได้บันทึกการเดินทางของพวกเขาในจดหมายเหตุ และกล่าวถึงพระมหาราชวังของพระมหาราชินีฮิเญาว่ามีความงดงาม
ในสมัยของพระมหาราชินีฮิเญานี้ ลำน้ำที่อยู่ใกล้พระราชฐานเกิดมีน้ำทะเลไหลบ่าเข้าสู่ลำคลองซึ่งตื้นเขินกว่าเดิม ทำให้ราษฎรไม่สามารถ ใช้น้ำ ดื่ม อาบ ได้เช่นเคย พระนางจึงเสด็จออกไปเกณฑ์ผู้คนและทรงควบคุมการขุดคลองที่บ้านตัมบังงัน (ปัจจุบันอยู่ระหว่างตำบลเมาะมาวี กับตำบลปรีกี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี) เพื่อระบายน้ำในแม่น้ำปัตตานีให้ไหลลงสู่คลองที่ขุดขึ้นใหม่ จากบ้านตัมบังงันถึงบ้านกรือเซะ ออกสู่อ่าว "กัวลารา" (ที่ตำบลตันหยงลูโล๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี) ยังผลให้ราษฎรมีน้ำดื่ม น้ำใช้ และประกอบการเกษตรได้ผลดีอีกด้วย
พระมหาราชินีฮิเญาทรงครองราชย์ถึงปี ค.ศ.1616( พ.ศ.2159) ก็สวรรคต ชาวปัตตานีรุ่นหลังขนานนามพระนางว่า "มัรฮูม ตัมบังงัน" เนื่องจากพระนางทรงเป็นผู้ให้ขุดคลองจากบ้านกรือเซะไปยังบ้านตัมบังงัน พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มาค้าขายกับบริษัท EAST INDIA ได้บันทึกไว้ว่า ราชินีฮิเยาทรงประชวรในเดือน มิถุนายน ค.ศ.1616 และสวรรคตในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน ส่วนพ่อค้าชาวฮอลันดาซึ่งอยู่ที่ปาตานีในปี ค.ศ.1616 ชื่อ HENDRIK JANSSEN บันทึกว่า ราชินีฮิเยา สวรรคตเมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1616 หลังจากครองราชย์ได้ 32 ปี
หลังจากนั้นพระมหาราชินีบีรูก็ขึ้นครองราชย์ต่อ ในสมัยราชินีองค์นี้ สุลต่านอับดุลเฆาะฟูรสิ้นพระชนม์ ราชินีบีรูจึงทรงส่งคนไปรับเจ้าหญิงอูงูกลับมาปาตานีพร้อมกับพระธิดาที่กำเนิดจากสุลต่านปาหัง ซึ่งมีพระนามว่า เจ้าหญิงกูนิง
หลังจากที่ราชินีบีรู ขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี (ค.ศ.1619) คลองตัมบังงันที่ราชินีฮิเยาขุดได้ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำปัตตานีไหลบ่าท่วมเซาะตลิ่งพัง ขยายลำน้ำให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้น สายน้ำได้ไหลเซาะตีนสพานตลาดปินตูฆาเยาะห์ (ประตูช้าง)
ซึ่งอยู่ใกล้กำแพงเมืองมาทุกปี พระมหาราชินีบีรูทรงเกรงว่ากำแพงเมืองจะพังทลาย จึงมีรับสั่งให้ขุนนางเกณฑ์ราษฎรจัดทำทำนบกั้นน้ำในลำคลองไว้ ในสมัยราชินีบีรูนั้น ความเกลียดชังและการชิงดีชิงเด่นระหว่างพ่อค้าต่างชาติที่อยู่ในปาตานีทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ จนถึงกับทำลายซึ่งกันและกัน
วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1619 เรืออังกฤษ 2 ลำชื่อ SAMSON และ HOUND ภายใต้การบัญชาของ JOHN JOURDIAN ได้ปะทะกับเรือของฮอลันดาชื่อ BLACK LION ที่อ่าวปตานี ฮอลันดาจึงส่งเรือมาเพิ่มและทยอยเข้าโจมตีเรือของอังกฤษ อังกฤษมีกำลังน้อยกว่า จึงพ่ายแพ้แก่ฮอลันดา กัปตัน JOURDIANถูกกระสุนปืนเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้ นอกจากนี้ฮอลันดายังบุกรุกสถานีการค้าของอังกฤษที่ปาตานีอีกด้วย หลังจากนั้นพ่อค้าอังกฤษก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปจากปาตานี จนถึง ค.ศ.1623 (พ.ศ.2166) พ่อค้าชาวอังกฤษก็ไม่มีเหลืออยู่ในปาตานีอีกเลย
ในสมัยที่ราชินีบีรูทรงปกครองปาตานีนั้น ได้ข่าวคราวเสมอว่า กองทัพสยามจะโจมตีปาตานีอีกครั้ง เพื่อกู้หน้าที่พ่ายแพ้ ในการโจมตีในสมัยราชินีฮิเญา พระนางจึงได้เตรียมอาวุธและสั่งให้มีการหล่อปืนใหญ่หลายกระบอก ที่ใหญ่ที่สุดมี 3 กระบอก ชื่อ "ศรีนาฆารา" "ศรีปาตานี" ยาว 3 วา 1 ศอก 1 คืบ 2 นิ้ว และ "มหาเลลา" ยาว 5 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว
ในปี ค.ศ.1624 ราชินีบีรูสิ้นพระชนม์ และราชินีอูงูทรงขึ้นครองปาตานีต่อ
ในสมัยของพระมหาราชินีอูงูนี้ ข่าวเกี่ยวกับสยามจะโจมตีปาตานียิ่งหนาหูขึ้น พระนางจึงส่งกองทัพไปโจมตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช ใน ค.ศ.1630 (พ.ศ.2173) เพื่อตัดกำลังของทัพสยาม
ค.ศ.1632 (พ.ศ.2175) YANG DI PERTUWAN MUDA เจ้าชายแห่งเมืองโยโฮร์ พร้อมไพร่พลจำนวน 3,000 คน มาถึงปตานี เพื่อสมรส กับเจ้าหญิงกูนิง พระธิดาของราชินีอูงู แต่ขณะนั้นพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพมาตีเมืองปตานี กองทัพปตานีจึงรวมกับกองทัพของ เมืองโยโฮร์ต้านกองทัพสยามและสามารถขับไล่กองทัพสยามจนถอยกลับไปได้ เมื่อทัพสยามเลิกทัพแล้ว ราชินีอูงูจึงจัดพิธีอภิเษกเจ้าหญิงกูนิงกับยัง ดี เปอร์ตูวัน มูดา อย่างใหญ่โต หลังจากที่อภิเษกแล้วพระสวามีของเจ้าหญิงกูนิงก็อยู่ช่วยราชการที่เมืองปตานี ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ แฮมิลตัน (AIEXANDER HAMILTON) มาเยือนปตานีในสมัยนั้นได้เขียนบันทึกว่า "เมืองปตานีมี 42 แคว้น รวมถึงตรังกานูและกลันตัน แต่เมื่อโอรสของสุลต่านโยโฮร์ได้สมรสกับบุตรีของราชินีปตานี เมืองตรังกานูก็เข้าไปอยู่ ภายใต้การปกครองของโยโฮร์ สุลต่านโยโฮร์ได้ส่งขุนนางคนหนึ่งไปปกครองที่นั้น ปตานีจึงเหลือ 41 แคว้น ปตานีมีเมืองท่า 2 แห่งคือ กวาลาปาตานี(ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า กวาลารอ หรือ กวาลาโต๊ะอาโก๊ะ) และกวาลาบือเก๊าะฮ์ (ปากน้ำปัตตานีปัจจุบัน) พลเมืองปาตานีในขณะนั้นมีผู้ชายที่อายุเกิน 16 ปีรวมทั้งสิ้น 150,000 คน นครปาตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน นับเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง จากประตูราชวัง ถึงบ้านบานามีบ้านเรือนไม่ขาดสาย ถ้าหากแมวตัวหนึ่งเดินบนหลังคาบ้านเหล่านั้นจากพระราชวังจนถึงปลายสุด มันจะเดินได้ตลอดโดยไม่จำเป็นต้องเดินบน พื้นดินเลย………"
การพ่ายแพ้ครั้งที่ 2 ของกองทัพสยามนั้นสร้างความเจ็บแค้นแก่สยามมากยิ่งขึ้น เมื่อสยามเห็นว่าลำพังกองทัพของตนจะเอาชนะปาตานีไม่ได้ จึงส่งฑูตไปเจรจากับฮอลันดามาช่วยในการโจมตีปาตานี โดยที่ฮอลันดาขอที่จะผูกขาดการค้าไม้ฝางและหนังกวางในสยาม ฮอลันดาจึงตกลงที่จะส่งเรือจำนวน 6 ลำ พร้อมทหารและอาวุธสมัยใหม่ พระเจ้าปราสาททองทรงสัญญาว่าจะให้ตามคำขอถ้าได้รับการช่วยเหลือจากฮอลันดา เมื่อตกลงกันแล้ว สยามก็ยกทัพใหญ่ โจมตีปาตานีทันที เมื่อกองทัพสยามมาถึงปาตานี ปรากฏว่าฮอลันดาไม่มาช่วย กองทัพสยามจึงรบกับปาตานีตามลำพัง และประกอบกับขาดแคลนเสบียง ในที่สุด ก็ไม่สามารถตีเมืองปตานีได้เช่นเดียวกับคราวก่อน
เมื่อพระเจ้าปราสาททองทราบเรื่องนี้จึงกริ้วฮอลันดามาก พระองค์สั่งให้กักพวกฮอลันดาที่อยุธยาไว้ และห้าม ชาวสยามพูดหรือค้าขายกับชาวฮอลันดา ต่อมาก็ทรงอภัยโทษแก่ฮอลันดา เมื่อทรงทราบว่าฮอลันดามาช่วยเช่นกัน แต่มาช้าเกินไป คือเมื่อเรือฮอลันดามาถึงปาตานี ปรากฏว่ากองทัพสยามถอยกลับไปแล้ว เรือฮอลันดาทั้ง 6 ลำจึงถอยกลับไปเช่นกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1634 (พ.ศ.2177) กองทัพสยามที่ยกทัพมาปาตานีในครั้งนั้น เป็นกองทัพผสม เป็นทหารจากอยุธยา 30,000 คน นอกจากนั้นเกณฑ์มาจาก นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลาและไทรบุรี ส่วนปาตานีได้รับความช่วยเหลือจากเมืองมลายูอื่นๆรวมผู้คน 5,000 คน จากยะโฮร์และปาหัง ซึ่งมากับเรือ 50 ลำ
ใน ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) พระมหาราชินีอูงูสิ้นพระชนม์ พระมหาราชินีกูนิงทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระมหาราชินีอูงู ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) สยามได้ส่งทูตเจรจาสันติภาพกับปาตานี และในเดือน มีนาคม ค.ศ.1636 (พ.ศ.2179) พระมหาราชินีกูนิงก็ได้ทรงส่งราชทูตไปยังอยุธยา เดือน มีนาคม ค.ศ.1636 (พ.ศ.2179) พระนางก็ได้ส่งผู้แทนนำเครื่องราชบรรณาการ ดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปยังอยุธยา ซึ่ง VAN VLIET ได้บันทึกว่า "การส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองครั้งนี้ พระเจ้ากรุงสยามได้ยอมรับด้วยความยินดียิ่ง" และในปี ค.ศ.1641 (พ.ศ.2184) พระมหาราชินีกูนิงได้เสด็จไปอยุธยา ด้วยพระองค์เอง เพื่อ"ฟื้นฟูสันติภาพ"ระหว่างประเทศทั้งสอง
ปี 1725 (พ.ศ.2268) ลงยูนุสขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงมีบัญชาให้เหล่านายช่าง ทำการบูรณะมัสยิดหลวง (มัสยิดกรือเซะ) ที่สร้างในต้นรัชกาลพระมหาราชินีฮิเญา ซึ่งมีอายุมากกว่า 130 ปี ได้สึกหรอลงกับการเวลา โดยให้รักษารูปแบบเดิมไว้ ทว่า 11 เดือนต่อมาก็ถูกปลงพระชนม์ พระองค์จึงมิทรงสามารถที่จะบูรณะมัสยิดกรือเซะให้แล้วเสร็จได้ดั่งหวัง
ปี ค.ศ.1785 (พ.ศ.2328) พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่ายกทัพใหญ่เพื่อตีสยามอีก (ที่เรียกว่า"ศึกเก้าทัพ") จนสามารถยึดเมืองนครศรีธรรมราชได้ สมเด็จกรมพระราชบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้า) เสด็จยกทัพหลวงไปปราบปรามพม่าจนกองทัพพม่าแตกพ่ายไปและเสด็จต่อมายังเมืองสงขลาและส่งกองทัพ มาประชิดแดนปาตานี กองทัพสยามภายใต้การนำของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากร แม่ทัพหน้า คุมกองทัพยกมาตีนครปาตานี กองทัพปาตานีไม่สามารถต้านทานได้ประกอบกับสุลต่านมุฮัมมัดถูกกระสุนปืนสิ้นพระชนม์ในสนามรบ ทำให้พระนครปาตานีถูกกองทัพสยามตีแตก พระมหาราชวังอันวิจิตรนั้นถูกเหล่าทหารเผาจนเสียหาย เหลือแต่ซากปรักหักพัง ส่วนมัสยิดนั้นก็ถูกเผาเช่นกัน จนกระทั่งหอคอยอาซานทั้งสี่ทิศ และโดมพังทลายลงมา เหลือแต่ตัวอาคารหลัก
ปัจจุบันชาวจีนและชาวไทย พยายามปั้นแต่งเรื่องนางลิ่มกอเหนี่ยว ผสมผสานกับนิยายเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวของไต้หวัน ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวจีนก่อนที่จะมีการอุปโลกน์ศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี ชาวจีนได้สร้างสุสานปลอมขึ้น ทางทิศตะวันตกของมัสยิด อันที่จริงสุสานของนางสิ่มกอเหนี่ยวนั้น แต่ก่อนอยู่ในสวนมะพร้าวริมทะเล แต่พอถูกน้ำทะเลเซาะเข้า ก็ทำให้สุสานเก่าจมอยู่ใต้น้ำ ชาวจีนจึงอุปโลกน์สร้างสุสานใหม่ขึ้นมา ตามจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง เล่มที่ 323 เรื่อง ประวัติเมืองกีลุ่ง คือไต้หวันในปัจจุบัน กล่าวว่า เมื่อปลายปีเกี่ยเจ็ง ตรงกับปี พ.ศ. 2109 แม่ทัพเช็กกีกวงได้ทำการปราบปรามพวกโจรสลัดญี่ปุ่นจนราบคาบแล้ว หลิมเต้าเคียน กับพวกได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่เกาะไต้หวัน ส่วนจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็งเรื่อง ประวัติเมืองลูซอน บันทึกว่า เมื่อปีบวนเละที่ 4 ตรงกับปี พ.ศ. 2119 หากหลิมเต้าเคียนมาอยู่ที่นครปาตานีในช่วงที่ลงยูนุสขึ้นครองราชย์ นั่นคือ ปี 1725 (พ.ศ.2268) ต่างกับเรื่องแรกถึง 150 ปีกว่า แสดงว่า ต้องไม่ใช่หลิมเต้าเคียนเดียวกัน อันที่จริง หลิมเต้าเคียนเป็นนิยายหรือตำนานนักเดินเรือทะเล และลิ่มกอเหนี่ยวก็เป็นเจ้าแม่ที่ชาวไต้หวันกราบไหว้บูชามาช้านาน เมื่อมาเจอสุสานจีนดังกล่าว ก็ฉวยโอกาสสร้างเรื่องราวให้สมจริงสมจัง
ต่อมาพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย ต้นสกุล คณานุรักษ์ ) ซึ่งเป็นหัวหน้าชาวจีนในปัตตานีในอดีต เห็นว่าศาลที่ประดิษฐ์องค์เจ้าแม่อยู่ที่หมู่บ้านกรือเซะห่างไกลจากตัวเมือง ไม่สะดวกแก่แก่การประกอบพิธีต่าง ๆ จึงเอารูปเจว็ดนางกอเหนี่ยวมาตั้งไว้ในศาลเจ้าเล่งจูเกียง ในเมืองปัตตานี
มัสยิดกรือเซะไม่ได้ร้างเพราะสร้างไม่เสร็จตามคำสาปของหญิงปัญญาอ่อนที่น้อยใจจนฆ่าตัวตาย แต่เพราะถูกกองทัพของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากรเผาทำลาย อนึ่งก่อนหน้านั้น มัสยิดนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีรูปแบบงดงามเป็นที่สรรเสริญของนานาชาติ กษัตริย์ลงยูนุสทรงประสงค์ที่จะบูรณะ แต่สิ้นพระชนม์เสียก่อน ไม่ได้หมายความว่ามัสยิดสร้างไม่เสร็จเช่นกัน
พึงสังวรณ์และดูภาพวาดนั้นอีกครั้ง
ประวัติ มัสยิดกรือเซ๊ะ
ตำนานมัสยิดกรือเซ๊ะ ที่
กรือเซะ-บานา
เป็นเรื่องราวที่ได้สร้างความอัปยศให้กับสังคมมุสลิมนับตั้งแต่ได้มีประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้นมาในปัตตานี
เริ่มจากรัชสมัยของพระยาอินทิรา แห่งราชวงศ์ RAJA WANGSA
ซึ่งพระองค์เข้ายอมรับในศาสนาอิสลาม และมีพระนามว่า สุลต่าน อิสมาแอล
ชาห์
ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว มัสยิดกรือเซ๊ะ ไม่ได้ถูกสร้างโดยลิ้มโต๊ะเคียม
เหมือนกับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ได้รับบอกเล่าต่อๆ กันมา
หรือตามตำนานที่ได้ถูกบันทึกในวารสาร อสท.ของ
ททท.
และมัสยิดกรือเซ๊ะไม่ได้ถูกฟ้าผ่า
เนื่องจากคำสาปแช่งของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมกอเนี่ยว
ที่ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ริมชายหาดตันหยงลูโล๊ะ ดั่งที่ตำนานได้บอกกล่าวไว้
ที่ว่า“เมื่อนางไม่สามารถชวน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน
ผู้เป็นพี่ชายกลับเมืองจีนเพื่อไปดูแลแม่ที่ชราได้ นางจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ
ได้ตัดสินใจผูกคอตายกับต้นมะม่วงหิมพานต์ (ยาโหง่ย,ยาร่วง,ยาหมู)
พร้อมทั้งได้อาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะที่เป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถกลับเมืองจีนพร้อมกับนางได้
นางจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า
ขอให้มัสยิดหลังนี้มีอันเป็นไปในทุกๆครั้งที่มีการก่อสร้างหรือสร้างเสร็จ
จากนั้นก็ได้มีฟ้าคะนองพร้อมกับได้มีอสนีบาตฟาดลงบนโดมมัสยิดพังพินาศเสียหาย
ชาวมุสลิมต่างเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของนางลิ้มกอเหนี่ยวไม่กล้าที่จะกลับมาสร้างต่อ
และครั้งใดก็ตามที่ชาวมุสลิมคิดที่จะบูรณะมัสยิดหลังนี้
เมื่อทำการบูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าทุกครั้งไป
จนชาวมุสลิมไม่กล้าบูรณะมัสยิดหลังนี้อีกต่อไปและปล่อยให้มัสยิดรกร้างตั้งแต่นั้นมา
ด้วยเพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว
หรือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปัจจุบัน”
แต่ในทางประวัติศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยบางส่วนและประวัติศาสตร์ของชาวมลายูบันทึกว่าสาเหตุที่มัสยิดกรือเซ๊ะเสียหาย
เพราะโดนกองทัพจากกรุงสยามเข้าตีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อประมาณ ปี
พ.ศ.2328 ครั้งที่กองทัพสยามเข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้
ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมืองและพระราชวังเสียหายตลอดจนมัสยิดเสียหาย
และเมื่อทหารสยามรบชนะก็ได้ทำการเผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มบนโดมมัสยิดกรือเซ๊ะอันสวยงามแห่งนี้
และหลังจากกองทัพสยามได้ยกทัพมาปราบหัวเมืองปักษ์ใต้ กล่าวกันว่า
ในสมัยที่กองทหารสยามกวาดและริบทรัพย์สินจากเชลยศึกในสงครามปัตตานีในสมัยที่กองทัพถอยทัพกลับนั้นด้วยความที่ทรัพย์สินของปัตตานีมีมาก
เรือลำหนึ่งที่บรรทุกปืนใหญ่ศรีนะฆะราจมล้มในอ่าวปัตตานี
และทหารสยามต้องเท้ากลับกรุงเทพมหานครฯ
เพราะเรือของกองทัพเรือทั้งต้องบรรทุกทรัพย์สินของเชลยศึกที่ยึดได้จากสงครามกลับกรุงเทพฯ
ปัตตานี
กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และปีนังถูกตีและยึดครองในสมัยนั้น และในปี พ.ศ.2329
กองทัพสยามได้ยึดปืนใหญ่นางพญาตานี ขึ้นไปกรุงเทพฯ
พร้อมกับได้ทำการกวาดต้นเชลยศึกมลายูขึ้นไปจำนวนหลายสิบหมื่นคน
เพื่อไปเป็นโลห์มนุษย์และทำการขุดคลองจนได้ชื่อว่าคลองแสนแสบในปัจจุบัน สถานที่ๆ
เชลยศึกและทาสมลายูถูกปล่อยเป็นกลุ่มก้อนมากที่สุดก็คือแถวคลองตัน พระโขนง มีนบุรี
หนองจอก ทุ่งครุ นครนายก ปทุมธานีและแปดริ้ว( อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเฉิงเทรา
ปัจจุบัน)
มัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าดั่งที่เรื่องราวของตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนียวบันทึกไว้
แต่โดนเผาเมื่อตอนที่สมัยกองทัพสยามได้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้
แม่ทัพบางคนที่คุมทัพรัตนโกสินทร์ครั้งนั้น อย่างเช่นพระยาราชบังสัน
ซึ่งเป็นมุสลิมเสียใจต่อการกระทำครั้งนี้ของกองทัพสยามอย่างมาก
แต่สงครามก็คือสงคราม
ผู้ชนะย่อมต้องทำลายเมืองหรือศาสนสถานตลอดจนบ้านเรือนของผู้พ่ายแพ้สงคราม
เพื่อไม่ตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินในอนาคตได้
กองทัพพม่าได้เคยกระทำต่อกรุงศรีอยุธยาฉันท์ใด
กองทัพสยามก็ได้ทำต่อปัตตานีฉันท์นั้น
มัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง
ได้ถูกกรมศิลปกรตีทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการบูรณะ เมื่อปี พ.ศ.2478
และได้ทำการบูรณะอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2500 และในปี พ.ศ.2525
ได้ทำการบูรณะอีกครั้งเนื่องในโอกาสสมโภชน์
กรุงรัตนโกสินทร์
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน เข้ามาในปัตตานี
เมื่อประมาณปี พ.ศ.2119 ในสมัยแผ่นดินสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์
โดยได้นำเรือสำเภามาจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตันหยงลูโล๊ะ
แต่ก็ไม่ปรากฏว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนได้อภิเษกสมรสเจ้าหญิงคนไหนเลย
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงฮิเยาว์ เจ้าหญิงบีรู หรือเจ้าหญิงอูงู
เพราะฉะนั้นตามตำนาน(ที่ตำนาน-นาน) ได้เล่าต่อๆ
กันมาว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้แต่งงานกับบุตรีของเจ้าเมืองปัตตานี
น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะในประวัติศาสตร์อิสลามปัตตานี
นับตั้งแต่พระยาอินทิราเข้ารับอิสลามมาจนถึงการปกครองของสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์
ซึ่งอยู่ในระหว่างปี พ.ศ.2043-2127
ไม่ปรากฏว่าบุตรีของสุลต่านองค์ใดแต่งงานกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนเลย
และมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสร้างในสมัยสุลต่านบาฮาดูร์
ชาห์ แต่น่าจะสร้างในรัชสมัยของสุลต่านอิสมาแอล ชาห์
(พระยาอินทิรา)ภายหลังจากที่พระองค์ได้เข้ารับศาสนาอิสลาม
และสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ศีลปะของมัสยิดกรือ เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย
ไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้งประตูหรือเมี๊ยะรอบ
ล้วนแล้วแต่เป็นทรงและศีลปแบบเปอร์เซียทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะสร้างมัสยิดหลังนี้
ตามที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเล่าต่อๆ กันมา
เพราะถ้าเราได้ไปดูมัสยิดในเมืองจีนที่สร้างเมื่อ 400-500 ปีที่แล้ว เราเห็นได้ว่า
มัสยิดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นทรงจีน(เหมือนวัดจีน)ทั้งสิ้น
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะเอาศีลปกรรมแบบเปอร์เซียมาสร้างมัสยิดนี้ได้อย่างไร
อาจจะเป็นไปได้ว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยม
อาจจะเข้ามาช่วยอาสาบูรณะมัสยิดภายหลังจากเกิดความเสียหายจากสงครามก็เป็นได้
อีกอย่างลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ได้สมรสกับบุตรีของสุลต่านปัตตานีดั่งที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวว่ากล่าวไว้
แต่อาจจะสมรสกับเครือญาติของสุลต่านก็เป็นได้
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงเป็นผู้ที่อาสาต่อเติมมัสยิดให้เสร็จสิ้น
และสิ่งที่น่าสังเกตก็คือในสมัยเจ้าหญิงฮิเยาว์
เจ้าหญิงบีรู เจ้าหญิงอูงู และเจ้าหญิงกูนิงครองเมืองปัตตานี ระหว่างปี
พ.ศ.2127-2230 มัสยิดกรือเซะก็ยังไม่ถูกทำลาย
มัสยิดกรือเซะยังคงถูกบันทึกว่าเป็นมัสยิดที่งดงามภายในมัสยิดมีลวดลายอันวิจิตร
บนยอดโดมของมัสยิดกรือเซะหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์
อาจเป็นไปได้ว่าในสมัยราชินีฮิเยาว์
เคยเกิดสงครามครั้งหนึ่งที่ทำให้มัสยิดเสียหาย คือในปี พ.ศ. 2146
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโช
เป็นผู้นำทัพ โดยมาขึ้นที่ปากอ่าวเมืองปัตตานีและบุกเข้าประชิดตัวเมือง
ราชินีฮิเยาว์ได้นำทหารหาญของเมืองปัตตานีออกมาต่อต้านกองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลังสามารถ
โดยใช้ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้จนกองทัพสยามต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด
และในศึกสงครามครั้งนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะหรือมัสยิดปินตูกรือบังเสียหาย
ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งรับราชการอยู่จึงรับอาสาช่วยบูรณะซ่อมมัสยิดกรือเซะ
และเป็นเวลาเดียวกับที่นางหรือนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว
(สมัยนั้นยังไม่ได้รับฉายาเป็นเจ้าแม่) มาตามพี่ชาย
แต่พี่ชายไม่ยอมกลับเพราะยังบูรณะมัสยิดไม่เสร็จ
และอาจเป็นไปได้ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความตั้งใจแล้วว่าจะไม่กลับไปแผ่นดินจีนอีกเพราะ
1.ต้องการบูรณะมัสยิดให้เสร็จ
2.ต้องต้องการที่จะตั้งรกรากใหม่ที่นี่เพราะมีลูกมีเมียแล้ว
3.เพราะตนเข้ารับอิสลามและเป็นมุสลิม
นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อได้รับการปฏิเสธจากพี่ชายก็เลยเสียใจ
เพราะได้รับปากกับทางบ้านแล้วว่าจะนำพี่ชายไปยังบ้านเกิดให้จงได้
ไม่ว่าพี่ชายจะอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของภารกิจอย่างไรก็ตาม
ลิ้มกอเหนี่ยวก็ไม่ยอมฟัง เมื่อไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจพี่ชายให้คล้อยตามนางได้
นางจึงเสียใจเป็นที่สุดเพราะนางไม่สามารถบากหน้ากลับบ้านไปหาแม่ได้โดยปราศจากพี่ชาย
จึงได้ตัดสินใจผูกคอตายโดยใช้ผ้าหรือเชือกผูกกับต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ริมชายหาดตันหยงลูโละ
ส่วนนางจะสาปแช่งให้ฟ้าผ่ามัสยิดหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้
ถ้าหากนางสาปแช่งมัสยิดกรือเซะจริง แล้วใครเป็นคนได้ยิน
แล้วหากมีคนได้ยินตอนที่นางสาปแช่ง ทำไมไม่ช่วยกันห้าม
การผูกคอตายครั้งนี้เป็นไปเพราะน้อยใจพี่ชายเท่านั้น
หรือหากนางอาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะ
ก็คงไม่ใช่เพราะแรงอาฆาตพยาบาทหรือแรงอธิษฐานของนางหรอกที่ดลบันดาลให้ฟ้าผ่ามัสยิดกรือเซะ
หรือหากมีฟ้าผ่ามัสยิดกรือบ้างก็เพียงเพราะเหตุที่โดมสัมยิดกรือหุ้มด้วยทองคำต่างหากเพราะมัสยิดกรือเซะในสมัยนั้นไม่มีสายล่อฟ้า
ในความเป็นจริงมัสยิดกรือเซะก็ไม่ได้เสียหายเพราะถูกฟ้าผ่า
ผู้ชนะย่อมสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเองได้
แต่การจะเขียนว่า “มัสยิดกรือเซะโดนนางสาวหรือนางลิ้มกอเหนี่ยว
สาปแช่งไว้จนถูกฟ้าผ่านั้น” มันขัดกับความจริงที่เกิดขึ้น
“จึงอุปโลกตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวขึ้นมาเพราะต้องการปกปิดความจริงบางอย่าง”
ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องปกปิดเลย เพราะอดีตก็คืออดีต
อดีตมีเพื่อเรียนรู้ไว้เป็นบทเรียน
สิ่งที่ดีจากการเรียนรู้ในอดีตเราก็สามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้
สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องจดจำไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อช่วยกันป้องกันแก้ไขอย่าให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การที่มีลูกปืนใหญ่ยิงถล่มเข้ามาโดนมัสยิดจนเสียหายในช่วงสงคราม
มันเป็นเรื่องปกติ การที่ทหารเข้าปล้นสดมภ์บ้านเรือนกวาดต้อนเชลยศึก
ตลอดจนยึดทรัพย์สินของมีค่าในระหว่างสงคราม
หรือเผาศาสนสถานเพื่อลอกเอาทองคำออกจากโบสถ์ วิหาร อาราม วัด สุเหร่า หรือมัสยิด
มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสงครามที่ไม่เห็นจะต้องปกปิด
แล้วสร้างตำนานด้วยเรื่องที่จะทำลายศรัทธาของชาวมุสลิมอย่างร้ายแรงกว่า
ที่ไม่อาจรับได้
เพราะฉะนั้นอยากขอร้อง
สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.ภาคใต้เขต 1 , สำนักงาน ททท.ภาคใต้เขต 3 ,
บริษัทท่องเที่ยว ตลอดจนมัคคุเทศก์
กรุณาช่วยปฏิบัติหน้าที่ทูตวัฒนธรรมหรือทูตของประเทศอย่างมีความรู้
ศึกษาประวัติศาสตร์ เรียนรู้อดีต ปัจจุบัน ตลอดจนติดตามสถานการณ์ทางการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนยุทธศาสตร์ของจังหวัดให้ดี เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรมท้องถิ่นให้แตกฉาน ไม่ใช่ไปอธิบายเรื่องตำนานแล้วบอกว่าเป็นประวัติศาตร์
เพราะมันจะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
สามจังหวัดภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยว ทางธรรมชาติที่สวยงาม มีโบราณสถานให้ศึกษา
มีขนมธรรมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศนี้
แต่สามจังหวัดกลับเสียโอกาสที่จะพัฒนธรรมทรัพยากรการท่องเที่ยวมีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับคนในท้องถิ่นชนในชาติตลอดจนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด
เพราะเราไม่ยอมเรียนรู้ข้อดีปรับปรุงข้อด้วยของกันและกัน
หวังว่าอนาคตอันใกล้นี้
เราคงจะไม่ได้ยินมัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศไปยืนถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกกับสุสานหรือฮ้วงซุ้ย(จำลอง)ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
แล้วชี้นิ้วไปที่มัสยิดกรือเซะพร้อมบรรยายด้วยถ้อยคำหรือวลีที่ว่า
“มัสยิดหลังนี้แหละที่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสาปแช่ง จนฟ้าผ่าและสร้างไม่เสร็จ
และเมื่อมีชาวมุสลิมคิดบูรณะมัสยิดหลังนี้ครั้งใด ก็จะโดนฟ้าผ่าเสียทุกครั้ง
ซึ่งมัสยิดหลังนี้โดนฟ้าผ่าทุกๆ ครั้งที่มีการบูรณะกล่าวกันว่า
มัสยิดหลังนี้โดนฟ้าผ่าถึง 3 ครั้ง 3 ครา
จนมุสลิมแถวนี้หวาดกลัวต่ออิทธิฤทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่
และไม่กล้าที่จะคิดบูรณะมัสยิดแห่งนี้อีกเลย”
ยังมีความจริงอีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียนถึง
และยังมีละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ยังไม่เปิดเผย
สำหรับบทความชิ้นนี้หากข้อดีอยู่บ้างก็ขอมอบความดีงามอันนั้นแด่ รศ.ดร.ครองชัย
หัตถา อาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
หากสิ่งใดที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกไม่ดีหรือมีผลกระทบผู้เขียนบทความข้อรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
และยังมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนรัฐบาลทักษิณผ่านหน่วยข่าวกรองทั้งหลายที่ชอบตัดข่าวหนังสือพิมพ์ส่งไปให้หน่วยเหนือเป็นอาชีพว่า
ในโลกนี้นอกจากประเทศไทยมีประเทศไหนบ้างที่ขึ้นทะเบียนมัสยิดเป็นโบราณสถาน
แล้วห้ามศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอิสลามบูรณะ
แต่ขอร้องว่าอย่าได้อ้างมัสยิดบาบาหรีที่อินเดีย
ที่โดนชาวฮินดูรื้อและทุบทิ้งเพื่อเป็นโบสถ์พระรามขึ้นมาทดแทน
28052004 Hari bermandidarah 108 Qurban
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000003464
มัสยิดกรือเซะ และพระราชวังไพลิน
(อิสตานานีลัม)
นักเดินทางชาวฮอลลันดาได้วาดภาพมัสยิดกรือเซะ ในปี 1601
อาคารที่อยู่หน้ามัสยิดคือพระราชวังไพลิน อันเป็นที่ประทับของพระมหาราชินีฮิเญา
ในปัจจุบัน ไม่มีหอคอยและโดมหลงเหลืออยู่
มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบันดัร (แปลว่าท่าเรือในภาษาเปอร์เซีย)
หรือรู้จักกันในนามบ้านบานา อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 7 กม.
ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งของพระมหาราชวังไพลิน (อิสตานานีลัม)
อันเป็นที่พระที่นั่งของเหล่าพระมหากษัตริย์ และพระมหาราชินีปาตานี (นางพญาตานี)
ทั้ง 4 พระองค์
พระมหาราชินีฮิเญาทรงขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ.1584 และทรงประทับอยู่ ณ
พระที่นั่งอิสตานานีลัม
JACOB VAN NECK ได้คุมเรือ 2 ลำ ชื่อ AMSTERDAM และ GOUDA มาถึงปาตานีเมื่อวันที่ 7
พฤศจิกายน ค.ศ.1601
ถึงแม้ว่าฮอลันดาจะถูกกีดขวางจากพ่อค้าชาติอื่นๆที่อยู่ในปาตานีมาก่อน เช่น
โปรตุเกส ญี่ปุ่น และจีน แต่ VAN NECK ก็ได้รับอนุญาติจากพระมหาราชินีฮิเญา
ให้ตั้งสถานีการค้าที่พระนครปาตานีได้ โดยให้ DANIEL VAN DER LECK
รับหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีการค้าที่ปาตานี และให้ PIETER WALICKSZ เป็นผู้ช่วย
ปาตานีจึงเป็นสาขาที่ทำการติดต่อค้าขายกับสำนักงานใหญ่ ของบริษัท THE NETHERLAND
UNITED EAST INDIA Co. หรือ V.O.C. ในชวา
ชาวเยอรมันผู้หนึ่งชื่อ MANDEL SLOHE มาถึงปาตานีในสมัยนั้นได้บันทึกไว้ว่า
"เมื่องปาตานีเป็นเมืองที่บริบูรณ์ ชาวปาตานี สามารถรับประทานผลไม้หลายชนิดในทุก ๆ
เดือน ไก่ที่นี่ออกไข่วันละ 2 ครั้ง มีข้าวมาก มีเนื้อหลายชนิด เช่น เนื้อวัว แพะ
ห่าน เป็ด ไก่ ไก่ตอน นกยูง เนื้อกวางแห้ง กระจง นกต่าง ๆ และผลไม้เป็นร้อย ๆ ชนิด"
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปาตานีในสมัยนั้นมีความเจริญมากน้อยเพียงใด และความ
เจริญทางด้านการค้านี้เอง ที่เป็นที่หมายปองของสยาม
ในปี ค.ศ.1603 (พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร)
กองทัพสยามจากอยุธยาได้มุ่งสู่ปตานี แต่ชาวปาตานีได้ต้านทาน เอาไว้ได้
ชาวต่างชาติที่อยู่ในปาตานีขณะนั้น ได้ช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ชาวปาตานีเป็นอย่างดี
โดยสอนวิธีการสร้างปืนใหญ่ ทำให้กองทัพสยามเสียหายเป็นอันมาก และต้องถอย
กลับไปอยุธยาอย่างสิ้นหวัง ต่อมาภายหลังสยามได้ส่งคนมาซื้อปืนใหญ่ที่ปาตานี
แม้แต่ญี่ปุ่นที่สั่งซื้อปืนจากสยามในขณะนั้น ก็ปรากฏว่า เป็นปืนที่สยาม
ซื้อจากปาตานีเช่นเดียวกัน ตามประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นระบุว่า
ในปีค.ศ.1606(พ.ศ.2149) โชกุน อิเอยะสึ ได้มีพระราชสาส์นถวาย
พระเจ้ากรุงสยามเพื่อขอความช่วยเหลือให้ซื้อปืน
ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็ได้ติดต่อค้าขายกับปาตานีมาแล้ว คือ ขณะที่ PINTO
มาถึงปาตานีในปี ค.ศ. 1538 (พ.ศ.2081) นั้น มีชาวญี่ปุ่นอยู่ในปาตานีแล้ว
แต่ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นในขณะนั้นคงไม่ได้เอาใจใส่มากนัก
เพิ่งจะได้มีการติดต่อเป็นทางการ ในสมัยพระมหาราชินีฮิเญานี่เอง
ในจดหมายเหตุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในกองบรรณาสาร
กระทรวงการทหารเรือของญี่ปุ่น ได้ระบุว่า ในปี ค.ศ.1592 (พ.ศ.2135)
มีเรือลำหนึ่งนำสาส์นและเครื่องบรรณาการจากโชกุนมาถวายพระมหาราชินีปาตานี
และขออนุญาตเปิดสถานีการค้าที่ปาตานี หลังจากนั้นอีก 7 ปี (ค.ศ.1599, พ.ศ.2142)
พระมหาราชินีปาตานีได้ทรงส่งราชฑูตไปญี่ปุ่น
เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไมตนรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
พระมหาราชินีฮิเญาส่งฑูตไปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) หลังจากนั้น
เรือสินค้าก็กางใบแล่นไปมาระหว่างเมืองทั้งสองอยู่เสมอ ในปี ค.ศ.1605 (พ.ศ.2148)
เรือสเปญได้มาถึงปาตานี แต่อยู่ได้ไม่นาน สเปญก็ย้ายศูนย์การค้าไปตั้งที่ฟิลิปปินส์
ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149)
ความเกลียดชังของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อฮอลันดาก็ได้ระเบิดขึ้น
ญี่ปุ่นได้ทำลายสินค้าของชาวฮอลันดา และเผาโรงเก็บสินค้า
แต่ฮอลันดาก็ยังคงทนอยู่ต่อไป
ค.ศ.1611 (พ.ศ.2154) อังกฤษได้มาถึง และตั้งบริษัท อินเดียตะวันออก ที่ปาตานี
วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1611 เรือ THE GLOBE ออกจากท่าเรือลอนดอนภายใต้การนำของกัปตัน
ANTHONY HIPPON ได้ขนสินค้ามามากมาย เรือ THE GLOBE มาถึงปาตานีเมื่อวันที่ 22
มิถุนายน ค.ศ.1611 หนึ่งเดือนหลังจากนั้นอังกฤษก็สามารถสร้างโรงพักสินค้าได้
พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มากับเรือ THE GLOBE ชื่อ PETER FLORIS
ได้บันทึกการเดินทางของพวกเขาในจดหมายเหตุ
และกล่าวถึงพระมหาราชวังของพระมหาราชินีฮิเญาว่ามีความงดงาม
ในสมัยของพระมหาราชินีฮิเญานี้
ลำน้ำที่อยู่ใกล้พระราชฐานเกิดมีน้ำทะเลไหลบ่าเข้าสู่ลำคลองซึ่งตื้นเขินกว่าเดิม
ทำให้ราษฎรไม่สามารถ ใช้น้ำ ดื่ม อาบ ได้เช่นเคย
พระนางจึงเสด็จออกไปเกณฑ์ผู้คนและทรงควบคุมการขุดคลองที่บ้านตัมบังงัน
(ปัจจุบันอยู่ระหว่างตำบลเมาะมาวี กับตำบลปรีกี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี)
เพื่อระบายน้ำในแม่น้ำปัตตานีให้ไหลลงสู่คลองที่ขุดขึ้นใหม่
จากบ้านตัมบังงันถึงบ้านกรือเซะ ออกสู่อ่าว "กัวลารา" (ที่ตำบลตันหยงลูโล๊ะ
อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี) ยังผลให้ราษฎรมีน้ำดื่ม น้ำใช้
และประกอบการเกษตรได้ผลดีอีกด้วย
พระมหาราชินีฮิเยาทรงครองราชย์ถึงปี ค.ศ.1616( พ.ศ.2159) ก็สวรรคต
ชาวปัตตานีรุ่นหลังขนานนามพระนางว่า "มัรฮูม ตัมบังงัน"
เนื่องจากพระนางเป็นผู้ทรงให้ขุดคลองจากบ้านกรือเซะไปยังบ้านตัมบังงัน
พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มาค้าขายกับบริษัท EAST INDIA ได้บันทึกไว้ว่า
ราชินีฮิเยาทรงประชวรในเดือน มิถุนายน ค.ศ.1616 และสวรรคตในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน
ส่วนพ่อค้าชาวฮอลันดาซึ่งอยู่ที่ปาตานีในปี ค.ศ.1616 ชื่อ HENDRIK JANSSEN
บันทึกว่า ราชินีฮิเยา สวรรคตเมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1616 หลังจากครองราชย์ได้
32 ปี
หลังจากนั้นพระมหาราชินีบีรูก็ขึ้นครองราชย์ต่อ ในสมัยราชินีองค์นี้
สุลต่านอับดุลเฆาะฟูร์สิ้นพระชนม์
ราชินีบีรูจึงส่งคนไปรับเจ้าหญิงอูงูกลับมาปาตานีพร้อมกับพระธิดาที่กำเนิดจากสุลต่านปาหัง
ซึ่งมีพระนามว่า เจ้าหญิงกูนิง
หลังจากที่ราชินีบีรู ขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี (ค.ศ.1619)
คลองตัมบังงันที่ราชินีฮิเยาขุดได้ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำปัตตานีไหลบ่าท่วมเซาะตลิ่งพัง
ขยายลำน้ำให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้น สายน้ำได้ไหลเซาะตีนสพานตลาดปินตูฆาเยาะห์
(ประตูช้าง) ซึ่งอยู่ใกล้กำแพงเมืองมาทุกปี
พระมหาราชินีบีรูทรงเกรงว่ากำแพงเมืองจะพังทลาย
จึงมีรับสั่งให้ขุนนางเกณฑ์ราษฎรจัดทำทำนบกั้นน้ำในลำคลองไว้
ในสมัยราชินีบีรูนั้น
ความเกลียดชังและการชิงดีชิงเด่นระหว่างพ่อค้าต่างชาติที่อยู่ในปาตานีทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
จนถึงกับทำลายซึ่งกันและกัน
วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1619 เรืออังกฤษ 2 ลำชื่อ SAMSON และ HOUND
ภายใต้การบัญชาของ JOHN JOURDIAN ได้ปะทะกับเรือของฮอลันดาชื่อ BLACK LION
ที่อ่าวปตานี ฮอลันดาจึงส่งเรือมาเพิ่มและทยอยเข้าโจมตีเรือของอังกฤษ
อังกฤษมีกำลังน้อยกว่า จึงพ่ายแพ้แก่ฮอลันดา กัปตัน
JOURDIANถูกกระสุนปืนเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้
นอกจากนี้ฮอลันดายังบุกรุกสถานีการค้าของอังกฤษที่ปาตานีอีกด้วย
หลังจากนั้นพ่อค้าอังกฤษก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปจากปาตานี จนถึง ค.ศ.1623 (พ.ศ.2166)
พ่อค้าชาวอังกฤษก็ไม่มีเหลืออยู่ในปาตานีอีกเลย
ในสมัยที่ราชินีบีรูทรงปกครองปตานีนั้น ได้ข่าวคราวเสมอว่า
กองทัพสยามจะโจมตีปาตานีอีกครั้ง เพื่อกู้หน้าที่พ่ายแพ้
ในการโจมตีในสมัยราชินีฮิเญา
พระนางจึงได้เตรียมอาวุธและสั่งให้มีการหล่อปืนใหญ่หลายกระบอก ที่ใหญ่ที่สุดมี 3
กระบอก ชื่อ "ศรีนาฆารา" "ศรีปาตานี" ยาว 3 วา 1 ศอก 1 คืบ 2 นิ้ว และ "มหาเลลา"
ยาว 5 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว
ในปี ค.ศ.1624 ราชินีบีรูสิ้นพระชนม์ และราชินีอูงูทรงขึ้นครองปาตานีต่อ
ในสมัยของพระมหาราชินีอูงูนี้ ข่าวเกี่ยวกับสยามจะโจมตีปาตานียิ่งหนาหูขึ้น
พระนางจึงส่งกองทัพไปโจมตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช ใน ค.ศ.1630 (พ.ศ.2173)
เพื่อตัดกำลังของทัพสยาม
ค.ศ.1632 (พ.ศ.2175) YANG DI PERTUWAN MUDA เจ้าชายแห่งเมืองโยโฮร์
พร้อมไพร่พลจำนวน 3,000 คน มาถึงปตานี เพื่อสมรส กับเจ้าหญิงกูนิง
พระธิดาของราชินีอูงู
แต่ขณะนั้นพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพมาตีเมืองปตานี
กองทัพปตานีจึงรวมกับกองทัพของ
เมืองโยโฮร์ต้านกองทัพสยามและสามารถขับไล่กองทัพสยามจนถอยกลับไปได้
เมื่อทัพสยามเลิกทัพแล้ว ราชินีอูงูจึงจัดพิธีอภิเษกเจ้าหญิงกูนิงกับยัง ดี
เปอร์ตูวัน มูดา อย่างใหญ่โต
หลังจากที่อภิเษกแล้วพระสวามีของเจ้าหญิงกูนิงก็อยู่ช่วยราชการที่เมืองปตานี
ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ แฮมิลตัน (AIEXANDER HAMILTON)
มาเยือนปตานีในสมัยนั้นได้เขียนบันทึกว่า "เมืองปตานีมี 42 แคว้น
รวมถึงตรังกานูและกลันตัน
แต่เมื่อโอรสของสุลต่านโยโฮร์ได้สมรสกับบุตรีของราชินีปตานี
เมืองตรังกานูก็เข้าไปอยู่ ภายใต้การปกครองของโยโฮร์
สุลต่านโยโฮร์ได้ส่งขุนนางคนหนึ่งไปปกครองที่นั้น ปตานีจึงเหลือ 41 แคว้น
ปตานีมีเมืองท่า 2 แห่งคือ กวาลาปาตานี(ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า กวาลารอ หรือ
กวาลาโต๊ะอาโก๊ะ) และกวาลาบือเก๊าะฮ์ (ปากน้ำปัตตานีปัจจุบัน)
พลเมืองปาตานีในขณะนั้นมีผู้ชายที่อายุเกิน 16 ปีรวมทั้งสิ้น 150,000 คน
นครปาตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน นับเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง
จากประตูราชวัง ถึงบ้านบานามีบ้านเรือนไม่ขาดสาย
ถ้าหากแมวตัวหนึ่งเดินบนหลังคาบ้านเหล่านั้นจากพระราชวังจนถึงปลายสุด
มันจะเดินได้ตลอดโดยไม่จำเป็นต้องเดินบน พื้นดินเลย………"
การพ่ายแพ้ครั้งที่ 2 ของกองทัพสยามนั้นสร้างความเจ็บแค้นแก่สยามมากยิ่งขึ้น
เมื่อสยามเห็นว่าลำพังกองทัพของตนจะเอาชนะปาตานีไม่ได้
จึงส่งฑูตไปเจรจากับฮอลันดามาช่วยในการโจมตีปาตานี
โดยที่ฮอลันดาขอที่จะผูกขาดการค้าไม้ฝางและหนังกวางในสยาม
ฮอลันดาจึงตกลงที่จะส่งเรือจำนวน 6 ลำ พร้อมทหารและอาวุธสมัยใหม่
พระเจ้าปราสาททองทรงสัญญาว่าจะให้ตามคำขอถ้าได้รับการช่วยเหลือจากฮอลันดา
เมื่อตกลงกันแล้ว สยามก็ยกทัพใหญ่ โจมตีปาตานีทันที เมื่อกองทัพสยามมาถึงปาตานี
ปรากฏว่าฮอลันดาไม่มาช่วย กองทัพสยามจึงรบกับปาตานีตามลำพัง
และประกอบกับขาดแคลนเสบียง ในที่สุด
ก็ไม่สามารถตีเมืองปตานีได้เช่นเดียวกับคราวก่อน
เมื่อพระเจ้าปราสาททองทราบเรื่องนี้จึงกริ้วฮอลันดามาก
พระองค์สั่งให้กักพวกฮอลันดาที่อยุธยาไว้ และห้าม
ชาวสยามพูดหรือค้าขายกับชาวฮอลันดา ต่อมาก็ทรงอภัยโทษแก่ฮอลันดา
เมื่อทรงทราบว่าฮอลันดามาช่วยเช่นกัน แต่มาช้าเกินไป
คือเมื่อเรือฮอลันดามาถึงปาตานี ปรากฏว่ากองทัพสยามถอยกลับไปแล้ว เรือฮอลันดาทั้ง 6
ลำจึงถอยกลับไปเช่นกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1634 (พ.ศ.2177)
กองทัพสยามที่ยกทัพมาปตานีในครั้งนั้น เป็นกองทัพผสม เป็นทหารจากอยุธยา 30,000 คน
นอกจากนั้นเกณฑ์มาจาก นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลาและไทรบุรี
ส่วนปาตานีได้รับความช่วยเหลือจากเมืองมลายูอื่นๆรวมผู้คน 5,000 คน
จากยะโฮร์และปาหัง ซึ่งมากับเรือ 50 ลำ
ใน ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) ราชินีอูงูสิ้นพระชนม์
พระมหาราชินีกูนิงทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชินีอูงู ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1635
(พ.ศ.2178) สยามได้ส่งทูตเจรจาสันติภาพกับปาตานี และในเดือน มีนาคม ค.ศ.1636
(พ.ศ.2179) พระมหาราชินีกูนิงก็ได้ทรงส่งราชทูตไปยังอยุธยา เดือน มีนาคม ค.ศ.1636
(พ.ศ.2179) พระนางก็ได้ส่งผู้แทนนำเครื่องราชบรรณาการ
ดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปยังอยุธยา ซึ่ง VAN VLIET ได้บันทึกว่า
"การส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองครั้งนี้ พระเจ้ากรุงสยามได้ยอมรับด้วยความยินดียิ่ง"
และในปี ค.ศ.1641 (พ.ศ.2184) ราชินีกูนิงได้เสด็จไปอยุธยา ด้วยพระองค์เอง
เพื่อ"ฟื้นฟูสันติภาพ"ระหว่างประเทศทั้งสอง
ปี 1725 (พ.ศ.2268) ลงยูนุสขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงมีบัญชาให้เหล่านายช่าง
ทำการบูรณะมัสยิดหลวง (มัสยิดกรือเซะ) ที่สร้างในต้นรัชกาลพระมหาราชินีฮิเยา
ซึ่งมีอายุมากกว่า 130 ปี ได้สึกหรอลงกับการเวลา โดยให้รักษารูปแบบเดิมไว้ ทว่า 11
เดือนต่อมาก็ถูกปลงพระชนม์
พระองค์จึงมิทรงสามารถที่จะบูรณะมัสยิดกรือเซะให้แล้วเสร็จได้ดั่งหวัง
ปี ค.ศ.1785 (พ.ศ.2328) พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่ายกทัพใหญ่เพื่อตีสยามอีก
(ที่เรียกว่า"ศึกเก้าทัพ") จนสามารถยึดเมืองนครศรีธรรมราชได้
สมเด็จกรมพระราชบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้า)
เสด็จยกทัพหลวงไปปราบปรามพม่าจนกองทัพพม่าแตกพ่ายไปและเสด็จต่อมายังเมืองสงขลาและส่งกองทัพ
มาประชิดแดนปาตานี กองทัพสยามภายใต้การนำของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากร
แม่ทัพหน้า คุมกองทัพยกมาตีปาตานี
กองทัพปตานีไม่สามารถต้านทานได้ประกอบกับสุลต่านมุฮัมมัดถูกกระสุนปืนสิ้นพระชนม์ในสนามรบ
ทำให้พระนครปาตานีถูกกองทัพสยามตีแตก
พระมหาราชวังอันวิจิตรนั้นถูกเหล่าทหารเผาจนเสียหาย เหลือแต่ซากปรักหักพัง
ส่วนมัสยิดนั้นก็ถูกเผาเช่นกัน จนกระทั่งหอคอยอาซานทั้งสี่ทิศ และโดมพังทลายลงมา
เหลือแต่ตัวอาคารหลัก
ปัจจุบันชาวจีนและชาวไทย พยายามปั้นแต่งเรื่องนางลิ่มกอเหนี่ยว
ผสมผสานกับนิยายเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวของไต้หวัน
ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวจีนก่อนที่จะมีการอุปโลกน์ศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี
ชาวจีนได้สร้างสุสานปลอมขึ้น ทางทิศตะวันตกของมัสยิด
อันที่จริงสุสานของนางสิ่มกอเหนี่ยวนั้น แต่ก่อนอยู่ในสวนมะพร้าวริมทะเล
แต่พอถูกน้ำทะเลเซาะเข้า ก็ทำให้สุสานเก่าจมอยู่ใต้น้ำ
ชาวจีนจึงอุปโลกน์สร้างสุสานใหม่ขึ้นมา ตามจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง เล่มที่ 323
เรื่อง ประวัติเมืองกีลุ่ง คือไต้หวันในปัจจุบัน กล่าวว่า เมื่อปลายปีเกี่ยเจ็ง
ตรงกับปี พ.ศ. 2109 แม่ทัพเช็กกีกวงได้ทำการปราบปรามพวกโจรสลัดญี่ปุ่นจนราบคาบแล้ว
หลิมเต้าเคียน กับพวกได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่เกาะไต้หวัน
ส่วนจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็งเรื่อง ประวัติเมืองลูซอน บันทึกว่า เมื่อปีบวนเละที่ 4
ตรงกับปี พ.ศ. 2119
หากหลิมเต้าเคียนมาอยู่ที่นครปาตานีในช่วงที่ลงยูนุสขึ้นครองราชย์ นั่นคือ ปี 1725
(พ.ศ.2268) ต่างกับเรื่องแรกถึง 150 ปีกว่า แสดงว่า
ต้องไม่ใช่หลิมเต้าเคียนเดียวกัน อันที่จริง
หลิมเต้าเคียนเป็นนิยายหรือตำนานนักเดินเรือทะเล
และลิ่มกอเหนี่ยวก็เป็นเจ้าแม่ที่ชาวไต้หวันกราบไหว้บูชามาช้านาน
เมื่อมาเจอสุสานจีนดังกล่าว ก็ฉวยโอกาสสร้างเรื่องราวให้สมจริงสมจัง
ต่อมาพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย ต้นสกุล คณานุรักษ์ )
ซึ่งเป็นหัวหน้าชาวจีนในปัตตานีในอดีต
เห็นว่าศาลที่ประดิษฐ์องค์เจ้าแม่อยู่ที่หมู่บ้านกรือเซะห่างไกลจากตัวเมือง
ไม่สะดวกแก่แก่การประกอบพิธีต่าง ๆ
จึงเอารูปเจว็ดนางกอเหนี่ยวมาตั้งไว้ในศาลเจ้าเล่งจูเกียง ในเมืองปัตตานี
มัสยิดกรือเซะไม่ได้ร้างเพราะสร้างไม่เสร็จตามคำสาปของหญิงปัญญาอ่อนที่น้อยใจจนฆ่าตัวตาย
แต่เพราะถูกกองทัพของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากรเผาทำลาย อนึ่งก่อนหน้านั้น
มัสยิดนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีรูปแบบงดงามเป็นที่สรรเสริญของนานาชาติ
กษัตริย์ลงยูนุสทรงประสงค์ที่จะบูรณะ แต่สิ้นพระชนม์เสียก่อน
ไม่ได้หมายความว่ามัสยิดสร้างไม่เสร็จเช่นกัน
พึงสังวรณ์และดูภาพวาดนั้นอีกครั้ง
ผู้ต่อต้านอธรรมคือโจร ผู้ต่อรักชาติและมาตุภูมิคือผู้ก่อการร้าย
โลกนี้มีอะไรที่กลับตาลปัตรเสมอ ตัวอย่างเช่น องค์การเพื่อเอกราชสหปาตานี (พูโล)
หรือขบวนการมลายูปาตานีอื่น ๆ ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของมาตุภูมิปาตานี
ถูกประณามว่าเป็นโจรก่อการร้ายตลอดมา ในวันนี้คำว่า โจร ถูกใช้จนพร่ำเพรื่อ
ใช้กันในหนังสือพิมพ์ทุกหน้า ซึ่งความหมายของโจรในความคิดของพวกเขาคือ
ประชาชนชาวมลายู ที่นับถือศาสนาอิสลาม และอาศัยอยู่ในห้าจังหวัดภาคใต้
ส่วนลูกหลานมลายูที่ถูกกลืนชาติไปแล้ว ทั่วประเทศไทย ยังไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นโจร
แต่ทนายสมชาย คือทนายโจร
หากว่าจะนิยามความหมาย การก่อการร้าย คืออะไร ใคร ๆ ก็สรุปได้ว่า การก่อการร้ายคือ
การนำความทุกข์ให้แก่ผู้คนในรูปแบบที่ปราศจากความยุติธรรม
ที่นี้ใครกันแน่ที่ก่อการร้าย?
ชาวสยามที่รุกรานอาณาจักรอิสลามปาตานี และสิงขรนคร (สงขลาปัจจุบัน) ฆ่าฟันผู้คน
เหล่าพระราชวงศ์ และอุลามา ที่เหลือจับขึ้นกรุงเทพเป็นเชลยศึก การตีเมือง ยึดประเทศ
ไม่ใช่การก่อร้ายหรอกหรือ
การส่งคนมาปกครองแผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินของตน
การโยกย้ายผู้คนเข้ามากอบโกยทรัพยากรในแผ่นดินของผู้อื่น
การกีดกันเจ้าของแผ่นดินไม่ให้มีสิทธิในแผ่นดินของตน ไม่ใช่การก่อการร้ายหรอกหรือ
การบังคับไม่ให้ผู้คนใช้ภาษามลายูเป็นสื่อการสอนในโรงเรียน ไม่ใช่เผด็จการหรอกหรือ
การฮุบเอาทรัพยากรแผ่นดินเป็นของพวกตน การสูบทรัพยากรธรรมชาติออกจากท้องถิ่น
ไม่ได้เป็นการปล้นหรอกหรือ
การฆ่าฟันประชาชนล้มตายทุกวัน ไม่ใช่การก่อร้ายหรอกหรือ
การที่พวกเขาก่อวินาศกรรม เพราะแก่งแย่งอำนาจกันเอง แล้วมาซัดทอดว่า
ชาวมลายูผู้ไร้อำนาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ใครกันแน่ที่ชั่วช้าสามานย์
ในอดีต พูโล และขบวนการเพื่อกู้เอกราช กลายเป็นโจร
แต่วันนี้ประชาชนคนทั่วไปกลับกลายเป็นโจรกันหมด ท่านคือโจร และลูกหลานของท่านคือโจร
แล้วโจรที่แท้จริงนั้น กลายเป็นคนดี
วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547
ผบ.ทบ.สรุปยอดโจรใต้ดับ 107 ศพจนท.รัฐสูญเสีย 5 นาย
ผู้บัญชาการทหารบก ปิดฉากปฏิบัติการตอบโต้กองกำลังก่อความไม่สงบ
สรุปยอดผู้เสียชีวิต 107 ศพ จับเป็น 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐสูญเสีย 5 นาย
วันนี้ (28 เม.ย.) พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร
ผบ.ทบ.เปิดแถลงข่าวแผนปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
หลังจากใช้กำลังเข้าจัดการขั้นเด็ดขาดภายในมัสยิด กรือเซ๊ะ
ว่าจากการใช้ปฏิบัติตอบโต้ตั้งแต่เมื่อเวลา 05.30
น.วันนี้ส่งผลให้มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิต 107 ศพ จับได้ 17 คน
เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 5 ศพ เป็นตำรวจ 3 นาย ทหาร 2 นาย บาดเจ็บ 15 คน
ผบ.ทบ.กล่าวว่าสำหรับผู้ก่อความไม่สงบส่วนใหญ่ติดยาเสพติด
โดยมีสัญลักษณ์ใส่เสื้อสีดำ ใส่ลูกประคำ
เป้สะพายหลังใช้มอเตอร์ไซด์เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ
ซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องเรียกว่าเป็นกองกำลังไม่ใช่เยาวชน
เพราะกลุ่มนี้เพิ่มความรุนแรงในการปฏิบัติการเนื่องจากได้ใจและที่ผ่านมาทางการไม่สามารถจับกุมใครได้
พร้อมทั้งได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
จึงจะต้องขยายผลเพื่อติดตามจับกุมต่อไป
ชาวสยามยังพยายามหลอกตัวเองอยู่อีกหรือ
pl
Sejarah Perjuangan Melayu Patani
1785-1954
Sengketa di
perbatasan negeri berlaku di merata dunia sepanjang masa. Bukan
sedikit
tentera dan orang awam terkorban sebelum Bukit Golan jatuh ke tangan
Israel,
India dan Pakistan berbalah hingga ke saat ini bagi mengesahkan hak ke
atas
Kashmir. Demikian juga halnya dengan isu Patani, Mindanao, Aceh,Timor
Timur,
Pulau Batu Putih, Pulau Layang-layang dan Spratly yang turut dituntut
oleh
Malaysia. Bukit Golan yang subur, Kashmir yang indah kepada
pelancong,
Spratly yang strategik bagi ketenteraan dan dikatakan sarat dengan
petroleum di
perut buminya, tapak Masjid Babri kerana sentimen agama
terdahulu – semua ini
menjadi alasan bagi sengketa, perbalahan dan
perebutan.
Siri ini akan memberi tumpuan ke atas konflik sempadan yang
berlaku di beberapa
wilayah di rantau Asia Tenggara, bermula dengan konflik
di Patani.Kajian dan
perbahasan dalam siri ini diharap akan menumbuhkan sosok
baru dalam kajian
sejarah Malaysia dan serantau.
Nik Anuar Nik Mahmud.
1999. Sejarah Perjuangan Melayu Patani,
Buku ini diabadikan
kepada
pejuang-pejuang Melayu Patani,
khususnya almarhum Tengku
Mahmood Mahyideen
dan Tuan Guru Hj. Sulung
yang telah berusaha
dengan gigih untuk
mempertahankan agama bangsa dan
tanah air
ini.
Semenjak Pemerintahan Beraja Melayu dihapuskan pada tahun 1902, orang
Melayu
Patani berada dalam keadaan tertekan dan daif. Seperti yang diungkap
oleh W.A.R.
Wood, orang-orang Melayu telah menjadi mangsa sebuah pemerintahan
yang
'misgoverned'. Justeru, tidaklah hairan apabila kekacauan seringkali
berlaku di
wilayah selatan antara tahun 1910 hingga 1923. Dalam masa
pemerintahan Pibul
Songgram (1939-44), orang Melayu telah menjadi mangsa
dasar asimilasi kebudayaan
atau dasar Rathaniyom.
Tindakan Pibul
Songgram memihak kepada Jepun dalam Perang Dunia Kedua telah
memberikan
harapan kepada orang-orang Melayu Patani untuk membetulkan
ketidakadilan yang
dikenakan ke atas mereka oleh Perjanjian Bangkok (1909).
Tengku Mahmood
Mahyideen, seorang pegawai berpangkat Major dalam pasukan Force
136, pernah
mengemukakan rayuan kepada pihak berkuasa British di India supaya
mengambil
alih Patani dan wilayah sekitarnya serta digabungan dengan Tanah
Melayu.
Harapan mereka bertambah cerah apabila kuasa-kuasa besar dalam
persidangan di
San Francisco pada bulan April 1945 telah berjanji akan membantu
untuk
membebaskan mana-mana negeri yang terjajah berasaskan prinsip hak
menentukan
nasib sendiri (self-determination)
Pada 1 November 1945, sekumpulan
pemimpin Melayu Patani dipimpin oleh Tengku
Abdul Jalal, bekas wakil rakyat
wilayah Narathiwat, telah mengemukakan petisyen
kepada Kerajaan British
merayu supaya empat wilayah di Selatan Siam dibebaskan
daripada ‘penjajahan’
Siam. Pendirian British terhadap Siam bagaimanapun berubah
apabila Peperangan
Pasifik tamat. Keselamatan tanah jajahan dan kepentingan
British di Asia
Tenggara menjadi pertimbangan utama kerajaan British dalam
penggubalan
dasarnya terhadap Siam atau pun Patani. Kerajaan British juga
memerlukan
kerjasama Siam bagi mendapatkan bekalan beras bagi keperluan
tanah
jajahannya. Tidak kurang pentingnya kerajaan British terpaksa
menyesuaikan
dasarnya terhadap Siam dengan tuntutan Amerika Syarikat yang
mahu mengekalkan
wilayah Siam seperti dalam tahun 1941.
Kebangkitan
Komunis di Asia Tenggara selepas perang juga menjadi faktor
pertimbangan
British dalam menentukan dasarnya. Kerajaan British menganggap Siam
sebagai
negara penampan terhadap ancaman Komunis Cina. Justeru, Kerajaan British
mahu
pastikan Siam terus stabil dan memihak kepada Barat dalam persaingan
dengan
negara-negara Komunis. Kebangkitan Komunis di Semenanjung Tanah Melayu
pada
bulan Jun 1948 memerlukan British mempertingkatkan lagi kerjasama dengan
Siam
bagi menghapuskan kegiatan pengganas-pengganas Komunis di perbatasan
Siam-Tanah
Melayu. Oleh kerana itu Isu Patani dianggap sebagai penghalang ke
arah kerjasama
sempadan yang berkesan untuk British dengan Siam.
Selepas persidangan Songkhla pada awal bulan Januari 1949, pihak
berkuasa
British di Tanah Melayu mula mengambil tindakan ke atas kegiatan
GEMPAR di
Semananjung Tanah Melayu. Tengku Mahmood Mahyideen, seorang
pemimpin utama
Melayu Patani, telah ditekan oleh pihak berkuasa British di
Tanah Melayu
manakala Tuan Guru Haji Sulung telah ditangkap oleh pihak
berkuasa Siam atas
tuduhan subversif. GEMPAR, sebuah pertubuhan politik
masyarakat Melayu Patani di
Semenanjung juga telah disekar aktivitinya.
Akibat daripada tekanan tersebut,
gerakan Melayu Patani mula lemah dan goyah.
Sungguhpun begitu, perjuangan Tengku
Mahmood Mahyideen dan Tuan Guru Haji
Sulung telah diteruskan generasi muda
Patani. Dalam tahun 1960-an, beberapa
pertubuhan pembebasan telah ditubuhkan
bagi memperjuangkan kemerdekaan Patani
melalui perjuangan bersenjata. Perjuangan
itu bagaimana-pun masih belum
menempa sebarang kejayaan.
Tumpuan buku ini ialah tentang perjuangan
orang Melayu Patani dalam usaha
membebaskan Patani daripada cengkaman
pemerintahan Siam dan mencantumkannya
dengan Tanah Melayu. Kajian ini
meninjau reaksi Britain dan Siam terhadap
gerakan tersebut.
Dalam
menyiapkan buku ini penulis banyak mendapat pertolongan daripada
pelbagai
pihak. Saya ingin menyampaikan penghargaan yang setinggi-tingginya
kepada
mendiang Dr. David K.Bassett, bekas Pengarah, Pusat Kajian Asia
Tenggara di
University of Hull, England, kerana bimbingan dan teguran yang
sangat berharga
semasa penulisan draf buku ini. Tidak ketinggalan juga
penghargaan untuk
rakan-rakan di Jabatan Sejarah, UKM yang turut memberi
tunjuk ajar. Saya juga
terhutang budi kepada Public Record Office, Kew serta
Perpustakaan Tun Seri
Lanang, UKM atas kerjasama yang diberi kepada penulis
semasa menjalankan
penyelidikan.Saya juga merakamkan ucapan terima kasih
kepada Penerbit UKM atas
penerbitan buku ini.
Jabatan
Sejarah
Universiti Kebangsaan Malaysia
Bangi
Dari pembaca beritadaripatani
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แยก..ดินแดนใต้ (7) ฆ่า5ศพสะพานกอตอ
http://www.thairath.co.th/thairath1/2547/column/scooper/apr/6_4_47.php
| ครูเปาะสู
วาแมดีซา ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังสร้างความไม่ สงบ
ในภาคใต้ช่วงปี 2515-2517 ออกมามอบตัวต่อสู้คดี ศาลตัดสิน ให้เป็น
ผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นผู้ คิดคดทรยศเพื่อแบ่ง แยกดินแดน
หากแต่เป็นนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็น ธรรม เพื่อพี่น้องชาวมุสลิมที่ถูกเจ้าหน้าที่ ของรัฐ รังแกและยัดเยียดข้อหา สถานการณ์ภาคใต้ หลังจากครูเปาะสูและพวกได้มอบตัวกับทางการน่าจะสงบเบาบางลง... แต่ปรากฏว่า สถานการณ์ภาคใต้กลับรุนแรงขึ้นมาอีก รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ...สาเหตุเกิดจากปัญหาเดิมๆ ไม่ใช่มาจากการแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลุแก่อำนาจสร้างปัญหา ขึ้นมาเอง... 29 พ.ย. 2518 ชายชาวมุสลิม 5 คน และเด็กชาย 1 คน นั่งรถยนต์มาจากตัวจังหวัดนราธิวาส เพื่อจะกลับบ้านที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ระหว่างทางถูกทหารซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่วัดเชิงเขา ต.บารูกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ได้กั้นรถและตรวจค้น ชายทั้ง 5 คน กลายเป็นศพถูกนำไปโยนทิ้งแม่น้ำบริเวณสะพานกอตอ ในเขตติดต่อระหว่าง อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส กับ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ด.ช.สือแม บราซะ ซึ่งนั่งในรถมากับชายทั้ง 5 คน ถูกทำร้ายและนำมาโยนทิ้ง แม่น้ำด้วยเช่นกัน...แต่ไม่ตาย รอดชีวิตกลับมา นำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้ญาติพี่น้องได้รับรู้.. .เรื่องราวชาวมุสลิมทั้งห้า เสียชีวิต ไม่ต่างจากการถูกอุ้มฆ่า กลายเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ การประท้วงเรียกร้อง ความเป็นธรรมเกิดขึ้นหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี ในวันที่ 11 ธ.ค. 2518 พร้อมกับยื่น ข้อเรียกร้อง 3 ประการ... 1. ให้รัฐบาลจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย 2. ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการปราบปรามโจรผู้ร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. ให้ถอนทหารไปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สาเหตุของการชุมนุมประท้วงของชาวมุสลิมครั้งประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นเพราะความโกรธแค้น ที่ชาวมุสลิมถูกสังหารโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ไม่น่าเชื่อ...ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่รายงานขึ้นไปให้ผู้ใหญ่หน่วยเหนือได้รับทราบ กลับกลายเป็น เรื่องแบ่งแยกดินแดน บันทึกรายงานตีตรา “ลับมาก” ของหน่วยงานความมั่นคงระบุ...ขบวนการพูโล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและ วางแผนในการชุมนุม ชาวมุสลิมมาชุมนุมเพื่อแบ่งแยกดินแดน...กระนั้นหรือ? ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ไม่มีตรงไหนที่พอจะระบุได้ว่าจะแบ่งแยกดินแดน ชาวมุสลิมถูกสังหารหมู่แบบไม่ชอบธรรมถึง 5 ศพ...ไม่เป็นเหตุผลพอที่จะให้ชาวบ้านมา ประท้วงอย่างนั้นหรือ...ชาวบ้านจำเป็นต้องมี ขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาจ่ายเงินหนุนหลัง จ้างให้มาประท้วงหรืออย่างไร? การประท้วงผ่านไป 3 วัน...คืนวันที่ 13 ธ.ค. 2518 มีมือลึกลับขว้างระเบิดใส่ที่ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บ 25 คน ต่อมาภายหลังเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นฝีมือของใคร ไม่ใช่ของโจรแบ่งแยกดินแดน เพราะก่อนจะมีการขว้างระเบิด ได้มีการส่งคนไปกันตัวนักข่าวออกจากที่ ชุมนุม...เหมือนรู้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตามมา ความจริงประเด็นนี้...ไม่มีในรายการบันทึกลับของหน่วยราชการ เพราะมันลับมากเสียจน บันทึกไม่ได้ ความจริงที่ถูกปิดลับแบบนี้...ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่มีสิทธิได้รับรู้ การบิดเบือนข้อมูล การรายงานเท็จ คือตัวแปรสำคัญที่ถูกสร้างหลอกขึ้นมา เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาผิดทิศผิดทางมาตลอด เมื่อการชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดไม่ปลอดภัย จึงมีการย้ายมาปักหลักชุมนุมกันที่หน้ามัสยิด กลาง จ.ปัตตานี ชาวมุสลิมใน 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ไม่พอใจในความไม่เป็นธรรม ต่างมาประท้วง กันมืดฟ้ามัวดินอย่างไม่เคยมีมาก่อน “สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การชุมนุมมีพี่น้องชาวมุสลิมมาชุมนุมกันมาก และทำให้สถานการณ์ ทวีความรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆมาจากคำพูดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน จะให้ลงไปแก้ปัญหาการชุมนุมที่ปัตตานี เอาเวลาไปฝัง ลูกนิมิตดีกว่า” นายไพศาล พรหมยงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อเทียบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันนี้...ปัญหา จะเกิดขึ้นจาก คำพูดยั่วยุ ของผู้นำด้วยหรือไม่...น่าจะรู้กันดี และไม่เพียงนายกรัฐมนตรีจะพูดยั่วยุเท่านั้น นายใหญ่ ศวิตชาต รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ลงไปแก้ไขปัญหาภาคใต้ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ไปในทำนอง... ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ใหญ่โต มีคนมาชุมนุมประท้วงไม่กี่ร้อยคน...ไม่ได้เป็น หมื่นเป็นแสนเหมือนที่เป็นข่าว ยิ่งยั่วยุให้ผู้นำชาวมุสลิมในภาคใต้รู้สึกไม่พอใจมากขึ้น...ยิ่งเพิ่มจำนวนผู้มาชุมนุม สถานการณ์ขณะนั้นหนักหนาถึงขั้นคาดกันว่า ถ้าคุมม็อบไม่อยู่ เหตุการณ์อาจจะ ลุกลามบานปลาย ถึงขั้นนองเลือดเป็นสงครามกลางเมือง นอกจากฝ่ายนโยบายระดับรัฐบาลจะออกมาพูดเชิงยั่วยุแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายระดับปฏิบัติการ ยังออกปฏิบัติการปลุกปั้นชาวไทยพุทธให้รู้สึกโกรธแค้น ไม่พอใจชาวไทยมุสลิมด้วยเช่นกัน รัฐบาลเลยต้องแก้เกมการเจรจาใหม่ ส่ง นายปรีดา พัฒนถาบุตร รัฐมนตรีประจำ สำนักนายก รัฐมนตรี ลงไปเจรจาแทน ในที่สุดการชุมนุมประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ยืดเยื้อมายาวนาน 45 วัน...ได้ยุติลงในวันที่ 24 ม.ค. 2519 และสิ่งที่ชาวมุสลิมเรียกร้องไป ได้รับการตอบสนองแค่เพียง...รัฐบาลและฝ่ายทหาร ยอมผ่อนปรนเพียงเล็กน้อย ด้วยการถอนทหารค่ายวัดเชิงเขาไปอยู่ที่อื่น สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการจับผู้กระทำความผิดฆ่า 5 ศพ มาลงโทษ...ได้รับการตอบสนอง แค่เพียงรัฐจะยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ญาติ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ คนทำผิดไม่ถูกลงโทษดำเนินคดีแต่อย่างใด...ไม่ต่างกับการจ่ายเงินจ้าง ล้มคดียังไงยังงั้น ส่วนข้อเรียกร้องให้ถอนทหารออกจาก 3 จังหวัดภาคใต้...รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ทหารคงอยู่ในพื้นที่เหมือนเดิม ถ้าการชุมนุมประท้วงมีเป้าหมายเพื่อคิดแบ่งแยกดินแดน เหมือนบันทึกใน แฟ้มลับระบุขบวนการพูโลอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วง ...ทำไมผู้นำ การประท้วงถึงยอมรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อยจากรัฐบาลอย่างนี้? คิดจะทำเพื่อแบ่งแยกดินแดนจริง...เงื่อนไขแค่นี้ยอมรับไม่ได้ การประท้วงต้องยืดเยื้อต่อไป ตามหลักสูตรม็อบยิสต์ ไม่ว่าเจรจาอย่างไร ผู้นำการประท้วงต้องทำทุกวิถีทาง ไม่ให้การเจรจาบรรลุผล ถ้าเป้าหมายของการประท้วง หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นแบ่งแยกดินแดน... ต้องทำให้ ม็อบยืดเยื้อไปให้นานเท่าที่จะนานได้...และทำให้ สถานการณ์ลุกลามถึงขั้น เกิดจลาจล เกิดความวุ่นวาย เป็นสงครามกลางเมือง เมื่อสถานการณ์บานปลายถึงขั้นนี้แล้ว...การแทรกแซงด้วยการใช้กำลังอาวุธ เข้ามาต่อสู้ในเมือง เพื่อแบ่งแยกดินแดน จะทำ ได้ง่ายขึ้น...ง่ายกว่า และ เร็วกว่าทำสงครามในป่าหลายเท่า เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้วในการปฏิวัติรัสเซียให้เป็นคอมมิวนิสต์...เรื่องแบบนี้คนของรัฐที่จบ หลักสูตรการปฏิวัติรัฐประหารน่าจะรู้ดีกว่าใคร แต่การประท้วงของชาวมุสลิมจบลงด้วยเงื่อนไขง่ายๆ...แบบไม่น่าจะมีเป้าหมายเพื่อแบ่งแยก ดินแดน ทำไมชาวมุสลิมถึงยอมรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อ วัน ศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2547 Thairath
|