มัสยิดกรือเซะ และพระราชวังไพลิน 
(อิสตานานีลัม)

 

นักเดินทางชาวฮอลลันดาได้วาดภาพมัสยิดกรือเซะ ในปี 1601 อาคารที่อยู่หน้ามัสยิดคือพระราชวังไพลิน อันเป็ฺนที่ประทับของพระมหาราชินีฮิเญา ในปัจจุบัน ไม่มีหอคอยและโดมหลงเหลืออยู่

มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบันดัร (แปลว่าท่าเรือในภาษาเปอร์เซีย) หรือรู้จักกันในนามบ้านบานา อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 7 กม. ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งของพระมหาราชวังไพลิน (อิสตานานีลัม) อันเป็นที่พระที่นั่งของเหล่าพระมหากษัตริย์ และพระมหาราชินีปาตานี (นางพญาตานี) ทั้ง 4 พระองค์

พระมหาราชินีฮิเญาทรงขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ.1584 และทรงประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอิสตานานีลัม 

JACOB VAN NECK ได้คุมเรือ 2 ลำ ชื่อ AMSTERDAM และ GOUDA มาถึงปาตานีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.1601 ถึงแม้ว่าฮอลันดาจะถูกกีดขวางจากพ่อค้าชาติอื่นๆที่อยู่ในปาตานีมาก่อน เช่น โปรตุเกส ญี่ปุ่น และจีน แต่ VAN NECK ก็ได้รับอนุญาติจากพระมหาราชินีฮิเญา ให้ตั้งสถานีการค้าที่พระนครปาตานีได้ โดยให้ DANIEL VAN DER LECK รับหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีการค้าที่ปาตานี และให้ PIETER WALICKSZ เป็นผู้ช่วย ปาตานีจึงเป็นสาขาที่ทำการติดต่อค้าขายกับสำนักงานใหญ่ ของบริษัท THE NETHERLAND UNITED EAST INDIA Co. หรือ V.O.C. ในชวา

ชาวเยอรมันผู้หนึ่งชื่อ MANDEL SLOHE มาถึงปาตานีในสมัยนั้นได้บันทึกไว้ว่า "เมื่องปาตานีเป็นเมืองที่บริบูรณ์ ชาวปาตานี สามารถรับประทานผลไม้หลายชนิดในทุก ๆ เดือน ไก่ที่นี่ออกไข่วันละ 2 ครั้ง มีข้าวมาก มีเนื้อหลายชนิด เช่น เนื้อวัว แพะ ห่าน เป็ด ไก่ ไก่ตอน นกยูง เนื้อกวางแห้ง กระจง นกต่าง ๆ และผลไม้เป็นร้อย ๆ ชนิด" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปาตานีในสมัยนั้นมีความเจริญมากน้อยเพียงใด และความ เจริญทางด้านการค้านี้เอง ที่เป็นที่หมายปองของสยาม 

ในปี ค.ศ.1603 (พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร) กองทัพสยามจากอยุธยาได้มุ่งสู่ปตานี แต่ชาวปาตานีได้ต้านทาน เอาไว้ได้ ชาวต่างชาติที่อยู่ในปาตานีขณะนั้น ได้ช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ชาวปาตานีเป็นอย่างดี โดยสอนวิธีการสร้างปืนใหญ่ ทำให้กองทัพสยามเสียหายเป็นอันมาก และต้องถอย กลับไปอยุธยาอย่างสิ้นหวัง ต่อมาภายหลังสยามได้ส่งคนมาซื้อปืนใหญ่ที่ปาตานี แม้แต่ญี่ปุ่นที่สั่งซื้อปืนจากสยามในขณะนั้น ก็ปรากฏว่า เป็นปืนที่สยาม ซื้อจากปาตานีเช่นเดียวกัน ตามประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นระบุว่า ในปีค.ศ.1606(พ.ศ.2149) โชกุน อิเอยะสึ ได้มีพระราชสาส์นถวาย พระเจ้ากรุงสยามเพื่อขอความช่วยเหลือให้ซื้อปืน

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็ได้ติดต่อค้าขายกับปาตานีมาแล้ว คือ ขณะที่ PINTO มาถึงปาตานีในปี ค.ศ. 1538 (พ.ศ.2081) นั้น มีชาวญี่ปุ่นอยู่ในปาตานีแล้ว แต่ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นในขณะนั้นคงไม่ได้เอาใจใส่มากนัก เพิ่งจะได้มีการติดต่อเป็นทางการ ในสมัยพระมหาราชินีฮิเญานี่เอง ในจดหมายเหตุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในกองบรรณาสาร กระทรวงการทหารเรือของญี่ปุ่น ได้ระบุว่า ในปี ค.ศ.1592 (พ.ศ.2135) มีเรือลำหนึ่งนำสาส์นและเครื่องบรรณาการจากโชกุนมาถวายพระมหาราชินีปาตานี และขออนุญาตเปิดสถานีการค้าที่ปาตานี หลังจากนั้นอีก 7 ปี (ค.ศ.1599, พ.ศ.2142) 

พระมหาราชินีปาตานีได้ทรงส่งราชฑูตไปญี่ปุ่น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไมตนรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พระมหาราชินีฮิเญาส่งฑูตไปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) หลังจากนั้น เรือสินค้าก็กางใบแล่นไปมาระหว่างเมืองทั้งสองอยู่เสมอ ในปี ค.ศ.1605 (พ.ศ.2148) เรือสเปญได้มาถึงปาตานี แต่อยู่ได้ไม่นาน สเปญก็ย้ายศูนย์การค้าไปตั้งที่ฟิลิปปินส์ ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) ความเกลียดชังของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อฮอลันดาก็ได้ระเบิดขึ้น ญี่ปุ่นได้ทำลายสินค้าของชาวฮอลันดา และเผาโรงเก็บสินค้า แต่ฮอลันดาก็ยังคงทนอยู่ต่อไป 

ค.ศ.1611 (พ.ศ.2154) อังกฤษได้มาถึง และตั้งบริษัท อินเดียตะวันออก ที่ปาตานี 

วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1611 เรือ THE GLOBE ออกจากท่าเรือลอนดอนภายใต้การนำของกัปตัน ANTHONY HIPPON ได้ขนสินค้ามามากมาย เรือ THE GLOBE มาถึงปาตานีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1611 หนึ่งเดือนหลังจากนั้นอังกฤษก็สามารถสร้างโรงพักสินค้าได้ พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มากับเรือ THE GLOBE ชื่อ PETER FLORIS ได้บันทึกการเดินทางของพวกเขาในจดหมายเหตุ และกล่าวถึงพระมหาราชวังของพระมหาราชินีฮิเญาว่ามีความงดงาม

ในสมัยของพระมหาราชินีฮิเญานี้ ลำน้ำที่อยู่ใกล้พระราชฐานเกิดมีน้ำทะเลไหลบ่าเข้าสู่ลำคลองซึ่งตื้นเขินกว่าเดิม ทำให้ราษฎรไม่สามารถ ใช้น้ำ ดื่ม อาบ ได้เช่นเคย พระนางจึงเสด็จออกไปเกณฑ์ผู้คนและทรงควบคุมการขุดคลองที่บ้านตัมบังงัน (ปัจจุบันอยู่ระหว่างตำบลเมาะมาวี กับตำบลปรีกี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี) เพื่อระบายน้ำในแม่น้ำปัตตานีให้ไหลลงสู่คลองที่ขุดขึ้นใหม่ จากบ้านตัมบังงันถึงบ้านกรือเซะ ออกสู่อ่าว "กัวลารา" (ที่ตำบลตันหยงลูโล๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี) ยังผลให้ราษฎรมีน้ำดื่ม น้ำใช้ และประกอบการเกษตรได้ผลดีอีกด้วย

พระมหาราชินีฮิเญาทรงครองราชย์ถึงปี ค.ศ.1616( พ.ศ.2159) ก็สวรรคต ชาวปัตตานีรุ่นหลังขนานนามพระนางว่า "มัรฮูม ตัมบังงัน" เนื่องจากพระนางทรงเป็นผู้ให้ขุดคลองจากบ้านกรือเซะไปยังบ้านตัมบังงัน พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มาค้าขายกับบริษัท EAST INDIA ได้บันทึกไว้ว่า ราชินีฮิเยาทรงประชวรในเดือน มิถุนายน ค.ศ.1616 และสวรรคตในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน ส่วนพ่อค้าชาวฮอลันดาซึ่งอยู่ที่ปาตานีในปี ค.ศ.1616 ชื่อ HENDRIK JANSSEN บันทึกว่า ราชินีฮิเยา สวรรคตเมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1616 หลังจากครองราชย์ได้ 32 ปี

หลังจากนั้นพระมหาราชินีบีรูก็ขึ้นครองราชย์ต่อ ในสมัยราชินีองค์นี้ สุลต่านอับดุลเฆาะฟูรสิ้นพระชนม์ ราชินีบีรูจึงทรงส่งคนไปรับเจ้าหญิงอูงูกลับมาปาตานีพร้อมกับพระธิดาที่กำเนิดจากสุลต่านปาหัง ซึ่งมีพระนามว่า เจ้าหญิงกูนิง 

หลังจากที่ราชินีบีรู ขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี (ค.ศ.1619) คลองตัมบังงันที่ราชินีฮิเยาขุดได้ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำปัตตานีไหลบ่าท่วมเซาะตลิ่งพัง ขยายลำน้ำให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้น สายน้ำได้ไหลเซาะตีนสพานตลาดปินตูฆาเยาะห์ (ประตูช้าง) ซึ่งอยู่ใกล้กำแพงเมืองมาทุกปี พระมหาราชินีบีรูทรงเกรงว่ากำแพงเมืองจะพังทลาย จึงมีรับสั่งให้ขุนนางเกณฑ์ราษฎรจัดทำทำนบกั้นน้ำในลำคลองไว้  

ในสมัยราชินีบีรูนั้น ความเกลียดชังและการชิงดีชิงเด่นระหว่างพ่อค้าต่างชาติที่อยู่ในปาตานีทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ จนถึงกับทำลายซึ่งกันและกัน 

วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1619 เรืออังกฤษ 2 ลำชื่อ SAMSON และ HOUND ภายใต้การบัญชาของ JOHN JOURDIAN ได้ปะทะกับเรือของฮอลันดาชื่อ BLACK LION ที่อ่าวปตานี ฮอลันดาจึงส่งเรือมาเพิ่มและทยอยเข้าโจมตีเรือของอังกฤษ อังกฤษมีกำลังน้อยกว่า จึงพ่ายแพ้แก่ฮอลันดา กัปตัน JOURDIANถูกกระสุนปืนเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้ นอกจากนี้ฮอลันดายังบุกรุกสถานีการค้าของอังกฤษที่ปาตานีอีกด้วย หลังจากนั้นพ่อค้าอังกฤษก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปจากปาตานี จนถึง ค.ศ.1623 (พ.ศ.2166) พ่อค้าชาวอังกฤษก็ไม่มีเหลืออยู่ในปาตานีอีกเลย

ในสมัยที่ราชินีบีรูทรงปกครองปาตานีนั้น ได้ข่าวคราวเสมอว่า กองทัพสยามจะโจมตีปาตานีอีกครั้ง เพื่อกู้หน้าที่พ่ายแพ้ ในการโจมตีในสมัยราชินีฮิเญา พระนางจึงได้เตรียมอาวุธและสั่งให้มีการหล่อปืนใหญ่หลายกระบอก ที่ใหญ่ที่สุดมี 3 กระบอก ชื่อ "ศรีนาฆารา" "ศรีปาตานี" ยาว 3 วา 1 ศอก 1 คืบ 2 นิ้ว และ "มหาเลลา" ยาว 5 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว 

ในปี ค.ศ.1624 ราชินีบีรูสิ้นพระชนม์ และราชินีอูงูทรงขึ้นครองปาตานีต่อ

ในสมัยของพระมหาราชินีอูงูนี้ ข่าวเกี่ยวกับสยามจะโจมตีปาตานียิ่งหนาหูขึ้น พระนางจึงส่งกองทัพไปโจมตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช ใน ค.ศ.1630 (พ.ศ.2173) เพื่อตัดกำลังของทัพสยาม

ค.ศ.1632 (พ.ศ.2175) YANG DI PERTUWAN MUDA เจ้าชายแห่งเมืองโยโฮร์ พร้อมไพร่พลจำนวน 3,000 คน มาถึงปตานี เพื่อสมรส กับเจ้าหญิงกูนิง พระธิดาของราชินีอูงู แต่ขณะนั้นพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพมาตีเมืองปตานี กองทัพปตานีจึงรวมกับกองทัพของ เมืองโยโฮร์ต้านกองทัพสยามและสามารถขับไล่กองทัพสยามจนถอยกลับไปได้ เมื่อทัพสยามเลิกทัพแล้ว ราชินีอูงูจึงจัดพิธีอภิเษกเจ้าหญิงกูนิงกับยัง ดี เปอร์ตูวัน มูดา อย่างใหญ่โต หลังจากที่อภิเษกแล้วพระสวามีของเจ้าหญิงกูนิงก็อยู่ช่วยราชการที่เมืองปตานี ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ แฮมิลตัน (AIEXANDER HAMILTON) มาเยือนปตานีในสมัยนั้นได้เขียนบันทึกว่า "เมืองปตานีมี 42 แคว้น รวมถึงตรังกานูและกลันตัน แต่เมื่อโอรสของสุลต่านโยโฮร์ได้สมรสกับบุตรีของราชินีปตานี เมืองตรังกานูก็เข้าไปอยู่ ภายใต้การปกครองของโยโฮร์ สุลต่านโยโฮร์ได้ส่งขุนนางคนหนึ่งไปปกครองที่นั้น ปตานีจึงเหลือ 41 แคว้น ปตานีมีเมืองท่า 2 แห่งคือ กวาลาปาตานี(ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า กวาลารอ หรือ กวาลาโต๊ะอาโก๊ะ) และกวาลาบือเก๊าะฮ์ (ปากน้ำปัตตานีปัจจุบัน) พลเมืองปาตานีในขณะนั้นมีผู้ชายที่อายุเกิน 16 ปีรวมทั้งสิ้น 150,000 คน นครปาตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน นับเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง จากประตูราชวัง ถึงบ้านบานามีบ้านเรือนไม่ขาดสาย ถ้าหากแมวตัวหนึ่งเดินบนหลังคาบ้านเหล่านั้นจากพระราชวังจนถึงปลายสุด มันจะเดินได้ตลอดโดยไม่จำเป็นต้องเดินบน พื้นดินเลย………" 

การพ่ายแพ้ครั้งที่ 2 ของกองทัพสยามนั้นสร้างความเจ็บแค้นแก่สยามมากยิ่งขึ้น เมื่อสยามเห็นว่าลำพังกองทัพของตนจะเอาชนะปาตานีไม่ได้ จึงส่งฑูตไปเจรจากับฮอลันดามาช่วยในการโจมตีปาตานี โดยที่ฮอลันดาขอที่จะผูกขาดการค้าไม้ฝางและหนังกวางในสยาม ฮอลันดาจึงตกลงที่จะส่งเรือจำนวน 6 ลำ พร้อมทหารและอาวุธสมัยใหม่ พระเจ้าปราสาททองทรงสัญญาว่าจะให้ตามคำขอถ้าได้รับการช่วยเหลือจากฮอลันดา เมื่อตกลงกันแล้ว สยามก็ยกทัพใหญ่ โจมตีปาตานีทันที เมื่อกองทัพสยามมาถึงปาตานี ปรากฏว่าฮอลันดาไม่มาช่วย กองทัพสยามจึงรบกับปาตานีตามลำพัง และประกอบกับขาดแคลนเสบียง ในที่สุด ก็ไม่สามารถตีเมืองปตานีได้เช่นเดียวกับคราวก่อน 

เมื่อพระเจ้าปราสาททองทราบเรื่องนี้จึงกริ้วฮอลันดามาก พระองค์สั่งให้กักพวกฮอลันดาที่อยุธยาไว้ และห้าม ชาวสยามพูดหรือค้าขายกับชาวฮอลันดา ต่อมาก็ทรงอภัยโทษแก่ฮอลันดา เมื่อทรงทราบว่าฮอลันดามาช่วยเช่นกัน แต่มาช้าเกินไป คือเมื่อเรือฮอลันดามาถึงปาตานี ปรากฏว่ากองทัพสยามถอยกลับไปแล้ว เรือฮอลันดาทั้ง 6 ลำจึงถอยกลับไปเช่นกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1634 (พ.ศ.2177) กองทัพสยามที่ยกทัพมาปาตานีในครั้งนั้น เป็นกองทัพผสม เป็นทหารจากอยุธยา 30,000 คน นอกจากนั้นเกณฑ์มาจาก นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลาและไทรบุรี ส่วนปาตานีได้รับความช่วยเหลือจากเมืองมลายูอื่นๆรวมผู้คน 5,000 คน จากยะโฮร์และปาหัง ซึ่งมากับเรือ 50 ลำ 

ใน ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) พระมหาราชินีอูงูสิ้นพระชนม์ พระมหาราชินีกูนิงทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระมหาราชินีอูงู ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) สยามได้ส่งทูตเจรจาสันติภาพกับปาตานี และในเดือน มีนาคม ค.ศ.1636 (พ.ศ.2179) พระมหาราชินีกูนิงก็ได้ทรงส่งราชทูตไปยังอยุธยา เดือน มีนาคม ค.ศ.1636 (พ.ศ.2179) พระนางก็ได้ส่งผู้แทนนำเครื่องราชบรรณาการ ดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปยังอยุธยา ซึ่ง VAN VLIET ได้บันทึกว่า "การส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองครั้งนี้ พระเจ้ากรุงสยามได้ยอมรับด้วยความยินดียิ่ง" และในปี ค.ศ.1641 (พ.ศ.2184) พระมหาราชินีกูนิงได้เสด็จไปอยุธยา ด้วยพระองค์เอง เพื่อ"ฟื้นฟูสันติภาพ"ระหว่างประเทศทั้งสอง

ปี 1725 (พ.ศ.2268) ลงยูนุสขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงมีบัญชาให้เหล่านายช่าง ทำการบูรณะมัสยิดหลวง (มัสยิดกรือเซะ) ที่สร้างในต้นรัชกาลพระมหาราชินีฮิเญา ซึ่งมีอายุมากกว่า 130 ปี ได้สึกหรอลงกับการเวลา โดยให้รักษารูปแบบเดิมไว้ ทว่า 11 เดือนต่อมาก็ถูกปลงพระชนม์ พระองค์จึงมิทรงสามารถที่จะบูรณะมัสยิดกรือเซะให้แล้วเสร็จได้ดั่งหวัง

ปี ค.ศ.1785 (พ.ศ.2328) พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่ายกทัพใหญ่เพื่อตีสยามอีก (ที่เรียกว่า"ศึกเก้าทัพ") จนสามารถยึดเมืองนครศรีธรรมราชได้ สมเด็จกรมพระราชบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้า) เสด็จยกทัพหลวงไปปราบปรามพม่าจนกองทัพพม่าแตกพ่ายไปและเสด็จต่อมายังเมืองสงขลาและส่งกองทัพ มาประชิดแดนปาตานี กองทัพสยามภายใต้การนำของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากร แม่ทัพหน้า คุมกองทัพยกมาตีนครปาตานี กองทัพปาตานีไม่สามารถต้านทานได้ประกอบกับสุลต่านมุฮัมมัดถูกกระสุนปืนสิ้นพระชนม์ในสนามรบ ทำให้พระนครปาตานีถูกกองทัพสยามตีแตก พระมหาราชวังอันวิจิตรนั้นถูกเหล่าทหารเผาจนเสียหาย เหลือแต่ซากปรักหักพัง ส่วนมัสยิดนั้นก็ถูกเผาเช่นกัน จนกระทั่งหอคอยอาซานทั้งสี่ทิศ และโดมพังทลายลงมา เหลือแต่ตัวอาคารหลัก

ปัจจุบันชาวจีนและชาวไทย พยายามปั้นแต่งเรื่องนางลิ่มกอเหนี่ยว ผสมผสานกับนิยายเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวของไต้หวัน ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวจีนก่อนที่จะมีการอุปโลกน์ศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี ชาวจีนได้สร้างสุสานปลอมขึ้น ทางทิศตะวันตกของมัสยิด อันที่จริงสุสานของนางสิ่มกอเหนี่ยวนั้น แต่ก่อนอยู่ในสวนมะพร้าวริมทะเล แต่พอถูกน้ำทะเลเซาะเข้า ก็ทำให้สุสานเก่าจมอยู่ใต้น้ำ ชาวจีนจึงอุปโลกน์สร้างสุสานใหม่ขึ้นมา ตามจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง เล่มที่ 323 เรื่อง ประวัติเมืองกีลุ่ง คือไต้หวันในปัจจุบัน กล่าวว่า เมื่อปลายปีเกี่ยเจ็ง ตรงกับปี พ.ศ. 2109 แม่ทัพเช็กกีกวงได้ทำการปราบปรามพวกโจรสลัดญี่ปุ่นจนราบคาบแล้ว หลิมเต้าเคียน กับพวกได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่เกาะไต้หวัน ส่วนจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็งเรื่อง ประวัติเมืองลูซอน บันทึกว่า เมื่อปีบวนเละที่ 4 ตรงกับปี พ.ศ. 2119 หากหลิมเต้าเคียนมาอยู่ที่นครปาตานีในช่วงที่ลงยูนุสขึ้นครองราชย์ นั่นคือ ปี 1725 (พ.ศ.2268) ต่างกับเรื่องแรกถึง 150 ปีกว่า แสดงว่า ต้องไม่ใช่หลิมเต้าเคียนเดียวกัน อันที่จริง หลิมเต้าเคียนเป็นนิยายหรือตำนานนักเดินเรือทะเล และลิ่มกอเหนี่ยวก็เป็นเจ้าแม่ที่ชาวไต้หวันกราบไหว้บูชามาช้านาน เมื่อมาเจอสุสานจีนดังกล่าว ก็ฉวยโอกาสสร้างเรื่องราวให้สมจริงสมจัง

ต่อมาพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย ต้นสกุล คณานุรักษ์ ) ซึ่งเป็นหัวหน้าชาวจีนในปัตตานีในอดีต เห็นว่าศาลที่ประดิษฐ์องค์เจ้าแม่อยู่ที่หมู่บ้านกรือเซะห่างไกลจากตัวเมือง ไม่สะดวกแก่แก่การประกอบพิธีต่าง ๆ จึงเอารูปเจว็ดนางกอเหนี่ยวมาตั้งไว้ในศาลเจ้าเล่งจูเกียง ในเมืองปัตตานี

มัสยิดกรือเซะไม่ได้ร้างเพราะสร้างไม่เสร็จตามคำสาปของหญิงปัญญาอ่อนที่น้อยใจจนฆ่าตัวตาย แต่เพราะถูกกองทัพของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากรเผาทำลาย อนึ่งก่อนหน้านั้น มัสยิดนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีรูปแบบงดงามเป็นที่สรรเสริญของนานาชาติ กษัตริย์ลงยูนุสทรงประสงค์ที่จะบูรณะ แต่สิ้นพระชนม์เสียก่อน ไม่ได้หมายความว่ามัสยิดสร้างไม่เสร็จเช่นกัน

พึงสังวรณ์และดูภาพวาดนั้นอีกครั้ง

                                                                

ประวัติ มัสยิดกรือเซ๊ะ

 

ตำนานมัสยิดกรือเซ๊ะ ที่ กรือเซะ-บานา เป็นเรื่องราวที่ได้สร้างความอัปยศให้กับสังคมมุสลิมนับตั้งแต่ได้มีประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้นมาในปัตตานี เริ่มจากรัชสมัยของพระยาอินทิรา แห่งราชวงศ์ RAJA WANGSA ซึ่งพระองค์เข้ายอมรับในศาสนาอิสลาม และมีพระนามว่า สุลต่าน อิสมาแอล ชาห์
ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว มัสยิดกรือเซ๊ะ ไม่ได้ถูกสร้างโดยลิ้มโต๊ะเคียม เหมือนกับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ได้รับบอกเล่าต่อๆ กันมา หรือตามตำนานที่ได้ถูกบันทึกในวารสาร อสท.ของ ททท.
และมัสยิดกรือเซ๊ะไม่ได้ถูกฟ้าผ่า เนื่องจากคำสาปแช่งของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมกอเนี่ยว ที่ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ริมชายหาดตันหยงลูโล๊ะ ดั่งที่ตำนานได้บอกกล่าวไว้ ที่ว่า“เมื่อนางไม่สามารถชวน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน ผู้เป็นพี่ชายกลับเมืองจีนเพื่อไปดูแลแม่ที่ชราได้ นางจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ได้ตัดสินใจผูกคอตายกับต้นมะม่วงหิมพานต์ (ยาโหง่ย,ยาร่วง,ยาหมู) พร้อมทั้งได้อาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะที่เป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถกลับเมืองจีนพร้อมกับนางได้ นางจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้มัสยิดหลังนี้มีอันเป็นไปในทุกๆครั้งที่มีการก่อสร้างหรือสร้างเสร็จ จากนั้นก็ได้มีฟ้าคะนองพร้อมกับได้มีอสนีบาตฟาดลงบนโดมมัสยิดพังพินาศเสียหาย ชาวมุสลิมต่างเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของนางลิ้มกอเหนี่ยวไม่กล้าที่จะกลับมาสร้างต่อ และครั้งใดก็ตามที่ชาวมุสลิมคิดที่จะบูรณะมัสยิดหลังนี้ เมื่อทำการบูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าทุกครั้งไป จนชาวมุสลิมไม่กล้าบูรณะมัสยิดหลังนี้อีกต่อไปและปล่อยให้มัสยิดรกร้างตั้งแต่นั้นมา ด้วยเพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว หรือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปัจจุบัน”
แต่ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยบางส่วนและประวัติศาสตร์ของชาวมลายูบันทึกว่าสาเหตุที่มัสยิดกรือเซ๊ะเสียหาย เพราะโดนกองทัพจากกรุงสยามเข้าตีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2328 ครั้งที่กองทัพสยามเข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมืองและพระราชวังเสียหายตลอดจนมัสยิดเสียหาย และเมื่อทหารสยามรบชนะก็ได้ทำการเผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มบนโดมมัสยิดกรือเซ๊ะอันสวยงามแห่งนี้ และหลังจากกองทัพสยามได้ยกทัพมาปราบหัวเมืองปักษ์ใต้ กล่าวกันว่า ในสมัยที่กองทหารสยามกวาดและริบทรัพย์สินจากเชลยศึกในสงครามปัตตานีในสมัยที่กองทัพถอยทัพกลับนั้นด้วยความที่ทรัพย์สินของปัตตานีมีมาก เรือลำหนึ่งที่บรรทุกปืนใหญ่ศรีนะฆะราจมล้มในอ่าวปัตตานี และทหารสยามต้องเท้ากลับกรุงเทพมหานครฯ เพราะเรือของกองทัพเรือทั้งต้องบรรทุกทรัพย์สินของเชลยศึกที่ยึดได้จากสงครามกลับกรุงเทพฯ
ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และปีนังถูกตีและยึดครองในสมัยนั้น และในปี พ.ศ.2329 กองทัพสยามได้ยึดปืนใหญ่นางพญาตานี ขึ้นไปกรุงเทพฯ พร้อมกับได้ทำการกวาดต้นเชลยศึกมลายูขึ้นไปจำนวนหลายสิบหมื่นคน เพื่อไปเป็นโลห์มนุษย์และทำการขุดคลองจนได้ชื่อว่าคลองแสนแสบในปัจจุบัน สถานที่ๆ เชลยศึกและทาสมลายูถูกปล่อยเป็นกลุ่มก้อนมากที่สุดก็คือแถวคลองตัน พระโขนง มีนบุรี หนองจอก ทุ่งครุ นครนายก ปทุมธานีและแปดริ้ว( อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเฉิงเทรา ปัจจุบัน)
มัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าดั่งที่เรื่องราวของตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนียวบันทึกไว้ แต่โดนเผาเมื่อตอนที่สมัยกองทัพสยามได้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ แม่ทัพบางคนที่คุมทัพรัตนโกสินทร์ครั้งนั้น อย่างเช่นพระยาราชบังสัน ซึ่งเป็นมุสลิมเสียใจต่อการกระทำครั้งนี้ของกองทัพสยามอย่างมาก แต่สงครามก็คือสงคราม ผู้ชนะย่อมต้องทำลายเมืองหรือศาสนสถานตลอดจนบ้านเรือนของผู้พ่ายแพ้สงคราม เพื่อไม่ตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินในอนาคตได้ กองทัพพม่าได้เคยกระทำต่อกรุงศรีอยุธยาฉันท์ใด กองทัพสยามก็ได้ทำต่อปัตตานีฉันท์นั้น
มัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ได้ถูกกรมศิลปกรตีทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการบูรณะ เมื่อปี พ.ศ.2478 และได้ทำการบูรณะอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2500 และในปี พ.ศ.2525 ได้ทำการบูรณะอีกครั้งเนื่องในโอกาสสมโภชน์ กรุงรัตนโกสินทร์
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน เข้ามาในปัตตานี เมื่อประมาณปี พ.ศ.2119 ในสมัยแผ่นดินสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ โดยได้นำเรือสำเภามาจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตันหยงลูโล๊ะ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนได้อภิเษกสมรสเจ้าหญิงคนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงฮิเยาว์ เจ้าหญิงบีรู หรือเจ้าหญิงอูงู เพราะฉะนั้นตามตำนาน(ที่ตำนาน-นาน) ได้เล่าต่อๆ กันมาว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้แต่งงานกับบุตรีของเจ้าเมืองปัตตานี น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะในประวัติศาสตร์อิสลามปัตตานี นับตั้งแต่พระยาอินทิราเข้ารับอิสลามมาจนถึงการปกครองของสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ ซึ่งอยู่ในระหว่างปี พ.ศ.2043-2127 ไม่ปรากฏว่าบุตรีของสุลต่านองค์ใดแต่งงานกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนเลย
และมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสร้างในสมัยสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ แต่น่าจะสร้างในรัชสมัยของสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ (พระยาอินทิรา)ภายหลังจากที่พระองค์ได้เข้ารับศาสนาอิสลาม และสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ศีลปะของมัสยิดกรือ เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้งประตูหรือเมี๊ยะรอบ ล้วนแล้วแต่เป็นทรงและศีลปแบบเปอร์เซียทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะสร้างมัสยิดหลังนี้ ตามที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเล่าต่อๆ กันมา เพราะถ้าเราได้ไปดูมัสยิดในเมืองจีนที่สร้างเมื่อ 400-500 ปีที่แล้ว เราเห็นได้ว่า มัสยิดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นทรงจีน(เหมือนวัดจีน)ทั้งสิ้น ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะเอาศีลปกรรมแบบเปอร์เซียมาสร้างมัสยิดนี้ได้อย่างไร อาจจะเป็นไปได้ว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยม อาจจะเข้ามาช่วยอาสาบูรณะมัสยิดภายหลังจากเกิดความเสียหายจากสงครามก็เป็นได้ อีกอย่างลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ได้สมรสกับบุตรีของสุลต่านปัตตานีดั่งที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวว่ากล่าวไว้ แต่อาจจะสมรสกับเครือญาติของสุลต่านก็เป็นได้ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงเป็นผู้ที่อาสาต่อเติมมัสยิดให้เสร็จสิ้น
และสิ่งที่น่าสังเกตก็คือในสมัยเจ้าหญิงฮิเยาว์ เจ้าหญิงบีรู เจ้าหญิงอูงู และเจ้าหญิงกูนิงครองเมืองปัตตานี ระหว่างปี พ.ศ.2127-2230 มัสยิดกรือเซะก็ยังไม่ถูกทำลาย มัสยิดกรือเซะยังคงถูกบันทึกว่าเป็นมัสยิดที่งดงามภายในมัสยิดมีลวดลายอันวิจิตร บนยอดโดมของมัสยิดกรือเซะหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์
อาจเป็นไปได้ว่าในสมัยราชินีฮิเยาว์ เคยเกิดสงครามครั้งหนึ่งที่ทำให้มัสยิดเสียหาย คือในปี พ.ศ. 2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโช เป็นผู้นำทัพ โดยมาขึ้นที่ปากอ่าวเมืองปัตตานีและบุกเข้าประชิดตัวเมือง ราชินีฮิเยาว์ได้นำทหารหาญของเมืองปัตตานีออกมาต่อต้านกองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลังสามารถ โดยใช้ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้จนกองทัพสยามต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด และในศึกสงครามครั้งนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะหรือมัสยิดปินตูกรือบังเสียหาย ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งรับราชการอยู่จึงรับอาสาช่วยบูรณะซ่อมมัสยิดกรือเซะ และเป็นเวลาเดียวกับที่นางหรือนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว (สมัยนั้นยังไม่ได้รับฉายาเป็นเจ้าแม่) มาตามพี่ชาย แต่พี่ชายไม่ยอมกลับเพราะยังบูรณะมัสยิดไม่เสร็จ และอาจเป็นไปได้ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความตั้งใจแล้วว่าจะไม่กลับไปแผ่นดินจีนอีกเพราะ 1.ต้องการบูรณะมัสยิดให้เสร็จ 2.ต้องต้องการที่จะตั้งรกรากใหม่ที่นี่เพราะมีลูกมีเมียแล้ว 3.เพราะตนเข้ารับอิสลามและเป็นมุสลิม
นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อได้รับการปฏิเสธจากพี่ชายก็เลยเสียใจ เพราะได้รับปากกับทางบ้านแล้วว่าจะนำพี่ชายไปยังบ้านเกิดให้จงได้ ไม่ว่าพี่ชายจะอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของภารกิจอย่างไรก็ตาม ลิ้มกอเหนี่ยวก็ไม่ยอมฟัง เมื่อไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจพี่ชายให้คล้อยตามนางได้ นางจึงเสียใจเป็นที่สุดเพราะนางไม่สามารถบากหน้ากลับบ้านไปหาแม่ได้โดยปราศจากพี่ชาย จึงได้ตัดสินใจผูกคอตายโดยใช้ผ้าหรือเชือกผูกกับต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ริมชายหาดตันหยงลูโละ ส่วนนางจะสาปแช่งให้ฟ้าผ่ามัสยิดหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าหากนางสาปแช่งมัสยิดกรือเซะจริง แล้วใครเป็นคนได้ยิน แล้วหากมีคนได้ยินตอนที่นางสาปแช่ง ทำไมไม่ช่วยกันห้าม การผูกคอตายครั้งนี้เป็นไปเพราะน้อยใจพี่ชายเท่านั้น หรือหากนางอาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะ ก็คงไม่ใช่เพราะแรงอาฆาตพยาบาทหรือแรงอธิษฐานของนางหรอกที่ดลบันดาลให้ฟ้าผ่ามัสยิดกรือเซะ หรือหากมีฟ้าผ่ามัสยิดกรือบ้างก็เพียงเพราะเหตุที่โดมสัมยิดกรือหุ้มด้วยทองคำต่างหากเพราะมัสยิดกรือเซะในสมัยนั้นไม่มีสายล่อฟ้า ในความเป็นจริงมัสยิดกรือเซะก็ไม่ได้เสียหายเพราะถูกฟ้าผ่า
ผู้ชนะย่อมสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเองได้ แต่การจะเขียนว่า “มัสยิดกรือเซะโดนนางสาวหรือนางลิ้มกอเหนี่ยว สาปแช่งไว้จนถูกฟ้าผ่านั้น” มันขัดกับความจริงที่เกิดขึ้น “จึงอุปโลกตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวขึ้นมาเพราะต้องการปกปิดความจริงบางอย่าง” ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องปกปิดเลย เพราะอดีตก็คืออดีต